หมา หมา เพื่อนที่ดีที่สุด

Volume: 
ฉบับที่ 51 เดือนมกราคม 2567
Column: 
Easy Living
Writer Name: 
รศ. พญ.โสมรัชช์ วิไลยุค ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

บทความ Easy Living ฉบับนี้จะกล่าวถึง เพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ นั่นคือ สุนัขนั่นเองค่ะ เราคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า Dog is man’s best friend มานานแสนนาน .. มีเรื่องเล่าขานมากมายที่ช่วยสนับสนุนคำกล่าวที่ว่านี้ โดยผู้เขียนจะเล่าถึง 2 เรื่องจริงที่ถูกเล่ากันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นที่มาของความจงรักภักดีและซื่อสัตย์ที่สุนัขมีต่อเจ้าของนั่นเอง ...


ฮาจิโกะเมื่อครั้งยังมีชีวิต

เรื่องแรกเป็นเรื่องของสุนัขพันธุ์อาคิตะ อินุ (Akita Inu) ชื่อ ฮาจิโกะ สุนัขสายพันธุ์นี้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น เดิมเป็นสุนัขอารักขาของโชกุน และเป็นสุนัขที่ใช้สำหรับล่าสัตว์ สุนัขพันธุ์นี้มีความจงรักภักดีต่อเจ้าของมาก และยังเป็นมิตรกับคนในครอบครัวอีกด้วย เรื่องราวของฮาจิโกะเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466 ฮาจิโกะเกิดในเมืองโอดาเตะ ประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้น ศ.เอซะบุ อุเอโนะ ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล ได้นำฮาจิโกะไปเลี้ยง หนึ่งในกิจวัตรประจำวันของ ศ.อุเอโนะกับฮาจิโกะ คือ ฮาจิโกะจะเดินตามไปส่ง ศ.อุเอโนะ ทุกวันที่สถานีรถไฟ และพอถึงเวลาเลิกงานฮาจิโกะก็จะวิ่งไปรอรับ ศ.อุเอโนะ ที่หน้าสถานีเพื่อเดินกลับบ้านด้วยกัน ไม่ว่าอากาศวันนั้นจะเป็นอย่างไร ฝนจะตก แดดจะออก หรือหิมะตก ฮาจิโกะทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จนอยู่มาวันนึง ศ.อุเอโนะ เส้นเลือดในสมองแตก และเสียชีวิตกะทันหันขณะกำลังสอนหนังสือ ในวันนั้นฮาจิโกะมานั่งรออยู่หน้าสถานีรถไฟเหมือนทุกที โดยที่ไม่รู้ว่าจะไม่ได้เจอ ศ.อุเอโนะ อีกแล้ว ฮาจิโกะไม่เข้าใจว่าเจ้าของที่มันทั้งรักและผูกพันหายไปไหน ทำไมไม่กลับมาเหมือนเช่นทุกที หลังจากนั้นภรรยาของ ศ.อุเอโนะได้ย้ายบ้าน และนำฮาจิโกะไปฝากญาติให้ช่วยดูแล ถึงจะมีคนอธิบายให้ฮาจิโกะฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ฮาจิโกะก็ยังหนีออกจากบ้านมารอ ศ.อุเอโนะ ที่หน้าสถานีรถไฟทุกวัน ชาวบ้านแถวนั้นล้วนเห็นความจงรักภักดีของฮาจิโกะที่มีต่อ ศ.อุเอโนะ ได้มีการสร้างรูปปั้นของฮาจิโกะไว้ตรงหน้าสถานีรถไฟชิบูย่าในปี พ.ศ. 2477 เพื่อระลึกถึงความซื่อสัตย์ของฮาจิโกะ ซึ่งนั่งรอเจ้าของแบบนี้เป็นเวลาเกือบ 10 ปี ฮาจิโกะได้เสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2478 ปัจจุบันรูปปั้นนี้เป็นจุดนัดพบและเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต้องแวะมาชม

                                                                         รูปปั้นฮาจิโกะ หน้าสถานีชิบูย่า

             Greyfriars Bobby ประเทศสกอตแลนด์

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของบ๊อบบี้สุนัขพันธุ์สกาย เทอเรีย (Skye Terrier) เรื่องนี้เกิดเมื่อ 165 ปีก่อน ผู้เขียนมีโอกาสไปเยือนประเทศสกอตแลนด์เมื่อไม่นานมานี้ และได้ไปเจอรูปปั้นสุนัขตัวนี้โดยบังเอิญ ก็เลยหาข้อมูลมาอ่านดู เรื่องมีอยู่ว่าบ๊อบบี้เป็นสุนัขของตำรวจนายนึงชื่อจอห์นที่มักจะเดินตรวจตราเมืองเอดินเบอระ (Edinburgh) ในยามค่ำคืนอยู่เป็นประจำ วันหนึ่งจอห์นเกิดล้มป่วยเป็นวัณโรคปอด ซึ่งในสมัยก่อนโรคนี้ถือว่าอันตรายและมีอัตราการเสียชีวิตสูง จอห์นเองก็เช่นกัน จอห์นได้เสียชีวิตในปีถัดมา ทิ้งให้เจ้าบ๊อบบี้อยู่เพียงลำพัง ร่างของจอห์นได้ถูกฝังไว้ที่สุสานใจกลางเมืองชื่อ เกรย์เฟรียส์ เคิร์คยาร์ด (Greyfriars Kirkyard) บ๊อบบี้รู้ว่าเจ้านายตัวเองได้เสียชีวิตแล้วและถูกฝังอยู่ที่นี่ บ๊อบบี้จึงไปนอนเฝ้าบนหลุมฝังศพของจอห์นทุกวัน ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน อากาศจะหนาวสักเพียงไหน โดนผู้ดูแลสุสานไล่ไปหลายต่อหลายหน บ๊อบบี้ก็กลับมานอนที่เดิม จนผู้ดูแลสุสานเริ่มใจอ่อน จึงให้อาหารบ๊อบบี้ทุกวันและยอมให้บ๊อบบี้มานอนเฝ้าที่หลุมศพของจอห์น บ็อบบี้ทำอย่างนี้เป็นระยะเวลาถึง 14 ปี จนบ๊อบบี้เสียชีวิตลง ทางการของเมืองเอดินเบอระทราบเรื่อง จึงได้สร้างรูปปั้นของบ๊อบบี้ไว้ที่หน้าสุสาน และตั้งชื่อเจ้าบ๊อบบี้ใหม่ว่า เกรย์เฟรียส์ บ๊อบบี้ (Greyfriars Bobby) เพื่อให้ชาวเมืองระลึกถึงความซื่อสัตย์ของบ๊อบบี้ โดยมีข้อความว่า “ขอให้ความซื่อสัตย์และการอุทิศตนของบ๊อบบี้ได้เป็นบทเรียนให้พวกเราทั้งหมด” “Let his loyalty and devotion be a lesson to us all”

จริง ๆ มีเรื่องราวเกี่ยวกับสุนัขมากมายหลายเรื่องที่แสดงถึงความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อเจ้าของ ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไมสุนัขถึงเป็นสัตว์ที่มีความซื่อสัตย์ได้ถึงเพียงนี้ นอกจากความรัก ความผูกพันและความดีของเขาเองแล้วยังมีอีกเหตุผลนึงค่ะ เนื่องจากสุนัขมีบรรพบุรุษมาจากสุนัขป่า แต่เริ่มเดิมทีจึงอยู่รวมกันเป็นฝูง และมีจ่าฝูงเป็นหัวหน้าคอยควบคุมกฎและระเบียบวินัยต่าง ๆ ลูกฝูงจะมอบความจงรักภักดีให้แก่จ่าฝูงที่ลูกฝูงยอมรับ และจะซื่อสัตย์ต่อฝูงของตัวเอง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ในสัญชาตญาณของสุนัข ดังนั้นเมื่อเขาเริ่มผูกพันกับใคร และยอมรับในความเป็นจ่าฝูงของเจ้าของ เขาจะแสดงความจงรักภักดีและซื่อสัตย์ต่อเจ้าของของเขาอย่างมาก รวมทั้งฝูงของเขา ซึ่งก็คือครอบครัวของเจ้าของนั่นเอง จะเห็นว่าเวลาใครเข้ามาใกล้เด็ก ๆ ในครอบครัว สุนัขก็จะออกมาปกป้องด้วยเช่นเดียวกัน 

                         Cr.Chano Vilaiyuk

วิวัฒนาการของสุนัขที่สืบสายพันธุ์มาจากสุนัขป่านั้นเกิดขึ้นราว ๆ 12,000 ปีที่ผ่านมา สุนัขบ้านที่มนุษย์นำมาเลี้ยงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงจากสุนัขป่าไปมาก เนื่องจากพันธุกรรมที่เปลี่ยนไปและการเลี้ยงดูของมนุษย์ สุนัขในปัจจุบันมีความผูกพันกับมนุษย์มาก มีความสามารถในการสื่อสารกับมนุษย์ และรู้จักสังเกตพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์มากกว่าสุนัขป่า ส่วนประสาทสัมผัสของสุนัขจะต่างกับคน คือ เขาจะจดจำ กลิ่น เสียง สัมผัสของเจ้าของได้เสมอ เราจะสังเกตได้ว่าเวลาเจ้าของไม่อยู่บ้านแล้วกลับมา เขาจะวิ่งมาต้อนรับด้วยความดีใจ การมองเห็นของสุนัขจะแตกต่างกับคน เขาจะมองไม่เห็นภาพชัดเท่าเรา และสีที่เห็นก็จะไม่ครบทุกสีเหมือนคน ดังนั้นประสาทสัมผัสที่สุนัขใช้ในการจดจำเราได้นั้น คือ การดมกลิ่น ซึ่งเขามีประสาทรับกลิ่นถึง 220 ล้านเซลล์ มากกว่ามนุษย์ที่มีเพียง 5 ล้านเซลล์เท่านั้น ประสาทรับกลิ่นของสุนัขจึงพิเศษมาก ๆ เพราะจะทำให้เขารับรู้อารมณ์และความรู้สึกของเราได้ดี หากเรากังวลใจ เครียด วิตกกังวล สุนัขของเราก็จะรับรู้ได้ ซึ่งอันนี้ผู้เขียนเองก็เคยประสบพบเจอมากับตัวเอง เวลาที่ผู้เขียนเศร้า ไปนั่งข้าง ๆ สุนัข เขาจะหางตก ทำหน้าหงอย และเอาหน้ามาแนบตัวเรา เหมือนอยากจะช่วยปลอบใจเรา นี่เป็นสาเหตุนึงที่บางโรงพยาบาลได้นำเอาสุนัขมาช่วยดูแลและเยียวยาจิตใจของผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังโดยเฉพาะผู้ป่วยในระยะสุดท้าย พบว่าสุนัขช่วยบำบัดจิตใจและอารมณ์ผู้ป่วยได้ดี ช่วยลดความกังวล ความเครียดและอาการซึมเศร้าได้ ช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังใจมากขึ้น  ส่วนการฟังและการได้ยิน สุนัขจะสามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่ต่ำและสูงได้มากกว่าช่วงการได้ยินของมนุษย์ถึงสองเท่า นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาฟ้าผ่า หรือมีคนจุดพลุ เขาจะกลัวมาก และวิ่งไปหลบในบ้าน เพราะเขาได้ยินดังกว่าเรานั่นเอง


                                                                              puffy ลูกหมาพันธุ์ golden retriever เพื่อนที่ดีที่สุดของผู้เขียน

เรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องความจำของสุนัข ซึ่งจะมีอยู่ 2 ประเภท เรียกว่า ความทรงจำระยะสั้น คือการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบครั้งเดียว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น เช่น กินขนมนี้ได้ คนนี้เอาขนมมาให้กิน ของเล่นนี้กัดได้ เป็นต้น อีกแบบคือความทรงจำระยะยาว ซึ่งยังแบ่งออกเป็น ความทรงจำเชิงกระบวนการ (Procedural memory) ซึ่งเป็นความจำที่เป็นลำดับขั้นตอน ความจำอันนี้คือ ทักษะ หรือวินัยต่าง ๆ ที่เราสอนสุนัขให้ทำตามสั่งนั่นเอง กับความทรงจำชัดแจ้ง (Declarative memory) เป็นการจำจากเหตุการณ์จริง เช่น เจ้าของกลับมาถึงบ้านกี่โมง ใครคือคนให้ข้าว ให้น้ำ เป็นต้น ดังนั้นการที่สุนัขจะจำเจ้าของได้หรือไม่ได้นั้น จึงขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งนิสัยของสุนัขเอง สายพันธุ์ ช่วงอายุที่จากเจ้าของ กิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำร่วมกัน ระยะเวลาที่ห่างกัน และความผูกพัน ถ้าผูกพันกันมาก ก็ยากที่จะลืมค่ะ เหมือนเจ้าฮาจิโกะกับบ๊อบบี้ เอาเป็นว่าถ้าสุนัขจำเราไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รักเรานะคะ เพียงแต่เขาจำกับเหตุการณ์ปัจจุบันได้มากกว่าอดีตค่ะ ต่างจากมนุษย์ ที่มักติดอยู่กับอดีตและอนาคต ส่วนใครที่จะไปรับเลี้ยงสุนัขที่เคยมีเจ้าของมาแล้วนั้น แค่เพียงหากิจกรรมทำร่วมกัน ฝึกทักษะเขาดี ๆ พาไปเที่ยว ให้รางวัล ให้ความรัก ความเมตตา ไม่นานค่ะเขาจะรักคุณไม่ต่างจากเจ้าของเก่าเลย

... สุนัขให้ความรัก ความซื่อสัตย์กับเรา เขาก็ต้องการความรัก ความเมตตาจากเราเช่นเดียวกันนะคะ ดูแลเอาใจใส่เขาอย่างสม่ำเสมอ อย่าใช้ความรุนแรง มีเมตตาและให้ความรักเขามาก ๆ แล้วคุณจะได้เพื่อนที่ดีที่สุดค่ะ ...

ดาวน์โหลดเพื่ออ่านรูปแบบ PDF: 
  เนื้อหาแนะนำ
เนื้อหาภายในฉบับที่ 51