พักกาย พักใจ

พักกาย พักใจ
Volume: 
ฉบับที่ 48 เดือนเมษายน 2566
Column: 
Easy Living
Writer Name: 
รศ. พญ.โสมรัชช์ วิไลยุค ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

วันสงกรานต์เวียนมาบรรจบอีกปีหนึ่งแล้ว ต้องขอสวัสดีปีใหม่ไทยแก่ท่านผู้อ่านทุกท่านนะคะ ท่านผู้อ่านทราบไหมคะว่าวันสงกรานต์นั้นไม่ได้เป็นประเพณีที่มีแต่เพียงพวกเราชาวไทยเพียงอย่างเดียว ประเพณีนี้เป็นของประเทศเพื่อนบ้านเราด้วย ทั้งลาว กัมพูชา พม่า มอญ ชนกลุ่มน้อยแถบเวียดนามและมณฑลยูนานของจีน รวมถึงศรีลังกา และบางส่วนของอินเดีย เดิมทีคำว่าสงกรานต์เป็นคำในภาษาสันสกฤต แปลว่า “การเคลื่อนย้าย” โดยเชื่อว่าเป็นการเคลื่อนย้ายดวงดาวในจักรราศีหรือการเคลื่อนย้ายเข้าสู่ปีใหม่นั่นเอง ในสมัยก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้กำหนดให้วันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 ซึ่งคือวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงในปี พ.ศ. 2483 เมื่อรัฐบาลประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม ให้เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับประเทศอื่น ๆ วันสงกรานต์จึงย้ายมาเป็นวันที่ 13 เมษายน แทน และยังเป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” อีกด้วย ส่วนวันที่ 14 เมษายนเรียกว่า “วันเนา” รัฐบาลได้ประกาศให้เป็น “วันครอบครัว” และวันที่ 15 เมษายนถือเป็น “วันเถลิงศก” คือเริ่มต้นจุลศักราชใหม่ กิจกรรมวันสงกรานต์ตั้งแต่เริ่มเดิมทีก็คือ “การทำบุญตักบาตร” เพื่อเสริมสร้างบุญกุศลให้ตัวเอง และอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว “การสรงน้ำพระ” และ “การรดน้ำ” ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เป็นการขอศีลขอพร และแสดงความเคารพต่อคุณพ่อคุณแม่ ญาติผู้ใหญ่ ส่วนประเพณีการเล่นน้ำสงกรานต์นั้นได้ถูกแปรเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จากเดิมน้ำที่นำมาสาดจะเป็นน้ำสะอาดผสมน้ำอบมีกลิ่นหอม ในปัจจุบันมีการใส่สี ใส่น้ำแข็ง และใช้อุปกรณ์การสาดน้ำหลากหลายชนิดที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ผู้เขียนจึงไม่แนะนำให้ทำตามนะคะจะเป็นอันตรายได้ 

ช่วงวันหยุดสงกรานต์จึงเป็นช่วงที่ให้ทุกท่านวางมือจากงานลาพักกันยาว ๆ บางท่านไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเลย จะได้ถือว่าเอาช่วงเวลานี้ได้กลับไปเยี่ยมบุพการีกัน ก็ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพกันทุกท่านนะคะ ปีนี้เป็นอีกปีที่มีอากาศร้อนมากกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา จนมีผู้ป่วยเป็น heat stroke กันหลายคนเลยทีเดียว และยังมีฝุ่น PM 2.5 สูงอย่างต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ช่วงหน้าหนาว จนเข้าหน้าร้อน ก็ยังไม่ลดลงเลยนะคะ โดยเฉพาะท่านที่อยู่แถบภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เราต้องมาตระหนักกันถึง “ความสมดุล” ของธรรมชาติและของตัวเองกันนะคะ “ธรรมชาติ” แปลว่า สิ่งที่เกิด มี และเป็นอยู่ตามธรรมดาของสิ่งนั้น ๆ เมื่อใดก็ตามที่ขาดสมดุล เช่น มนุษย์เริ่มเบียดเบียนธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย  ๆ เมื่อนั้นเราจะอยู่ต่อได้อย่างยากลำบากนะคะ การพัฒนาอุตสาหกรรม หรือความเจริญนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์โหยหา และต้องการ แต่การที่ต้องปกป้องธรรมชาติก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันค่ะ เรามองแต่ตัวเรา มองแต่ผลประโยชน์ของตัวเรา แต่เราอาจลืมมองสิ่งรอบตัวเราไป จึงเกิดความไม่สมดุลดังกล่าว ความร้อนที่สูงขึ้นมากในแต่ละปีเกิดจากก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่มนุษย์ทำ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม การเผาไร่ การเผาไหม้จากเชื้อเพลิงรถยนต์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เริ่มใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว เราจะไม่สนใจเพราะไม่เกี่ยวข้องกับเราคงไม่ได้ เพราะเราเป็นมนุษย์ที่อยู่บนโลกเดียวกัน ก็ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือนะคะ 

พอกล่าวถึงความสมดุลตามธรรมชาติ คราวนี้มาพูดถึงความสมดุลภายในใจกันบ้าง ครั้งสุดท้ายที่ท่านผู้อ่านได้พักใจคือเมื่อไรคะ? เราเคยถามตัวเองบ้างไหมคะ ว่าเราเคยนั่งอยู่นิ่ง ๆ โดยที่ให้สมองได้พัก ปล่อยวาง ไม่คิดอะไรเลย ครั้งสุดท้ายเมื่อไร? หรือบางท่านอาจไม่เคยทำเลยสักครั้งเดียว คนส่วนใหญ่อยู่ในวัยกำลังทำงาน ร่างกายยังมีกำลังวังชา สามารถโหมงานได้มาก อดหลับอดนอนเก่ง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยค่ะ หากย้อนเวลากลับไปได้ ผู้เขียนอยากกลับไปเตือนตัวเองในวัยเด็กว่า ให้นอนให้มากขึ้น พักให้มากขึ้น อย่าใช้ร่างกายโหมกระหน่ำอย่างนี้เลย เพราะร่างกายขาดความสมดุลค่ะ เขาถูกออกแบบมาให้ใช้แต่เพียงพอดี เมื่อไรที่เกินขีดจำกัด ร่างกายก็จะเริ่มไม่ไหว เพราะร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของ “ธรรมชาติ” เหมือนกันค่ะ จึงอยากให้ทุกท่านลองกลับมาสำรวจกายและใจของเรา ลองนั่งหายใจเข้าออกลึก ๆ ยาว ๆ โดยที่ให้สมองได้พักบ้าง ไม่ต้องคิดอะไรเลย หากท่านทำอย่างนี้ได้แค่เพียงวันละ 5 นาที เชื่อว่าท่านก็จะมีแรงขึ้นมาอีกเยอะเลยค่ะ แต่สังคมทุกวันนี้เราไม่ใช่แบบนี้ค่ะ ตอนนี้เวลาว่างของเราจะจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์ วันไหนลืมเอาโทรศัพท์มา คงเหมือนลืมเอาอวัยวะชิ้นที่ 33 มาด้วย ยิ่งโทรศัพท์รุ่นใหม่ ๆ ยิ่งแข่งกันด้วยความเร็วของการเข้า internet การเข้าถึง social media ต่าง ๆ ว่างปุ๊บ ขอไถโทรศัพท์ขึ้นลงสักนิด ไถไปไถมาหมดไปหลายชั่วโมงแล้วค่ะ ในขณะที่เรากำลังไถโทรศัพท์ ใจเราไม่ได้อยู่กับตัวเรานะคะ ใจเราไปโน่นแล้วค่ะ ไปตาม facebook เพื่อน ๆ ไป shopping online ไปดูหนังต่าง ๆ บางคนโพสต์ facebook แล้วก็เป็นกังวลเพื่อน ๆ ยังไม่มากดไลก์ ต้องคอยมาเช็กเป็นระยะ ๆ กลายเป็นใจไม่เคยได้พักไปซะนี่ ล่าสุด facebook อาจยังเร็วไม่พอ มี application ใหม่ ๆ ที่ไวกว่าเดิม เช่น tiktok คราวนี้ไวมาก ดูแป๊บเดียวผ่าน กลายเป็นว่าถ้าให้มานั่งอ่านหนังสือนาน ๆ นี่ทำไม่ได้แล้วนะคะ มันช้าไป กลายเป็นคนใจร้อน อยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ ใจเราก็เหมือนลิงค่ะ โหนต้นไม้ต้นนู่นที ต้นนี้ที .. ลองให้ลงมากลายเป็นเต่า หลายคนอาจจะลงแดงกันก่อน 

ที่อยากจะเขียนบทความเนื่องในวันปีใหม่ไทยวันนี้ เพราะอยากให้ทุกท่านได้กลับมาพักใจ พักกายกันค่ะ ท่านที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ หรือทำงานอย่างหนักเพราะต้องหาเงินทอง เราอาจต้องกลับมาหาสมดุลของเราเอง ท่านควรพักบ้าง อาจหาเงินทองได้น้อยลง ก็ใช้วิธีลดค่าใช้จ่ายแทน เพื่อสร้างสมดุลของร่างกาย เพราะหากท่านป่วยแล้ว เงินที่ท่านหามาได้ก็ไม่สามารถซ่อมร่างกายท่านได้หมดนะคะ ไม่เหมือนรถยนต์ที่เปลี่ยนอะไหล่แล้วก็วิ่งได้เหมือนเดิม อะไหล่เราหายาก ไม่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป ผู้ร้ายอีกตัวที่เราอาจจับต้องไม่ได้ แต่ก่อให้เกิดปัญหาแน่ ๆ คือ “ความเครียด” ค่ะ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมาพบว่าความเครียดเรื้อรังทำให้เพิ่มสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรังอีกหลายชนิดค่ะ ผู้เขียนประสบพบเจอมาแล้ว ทำงานและเครียดจนเจ็บป่วยค่ะ เนื่องจากผู้เขียนมีงานหลายอย่างล้นมือ และต้องส่งตามกำหนด จึงอดหลับอดนอนและโหมทำงานจนร่างกายไม่ได้พัก ได้เรื่องค่ะ วันหนึ่งเกิดอาการหูดับขึ้นมา ได้ยินเสียงลดลงค่ะ ตอนแรกนึกว่าหูอื้อเพราะภูมิแพ้กำเริบ แต่เปล่าเลยค่ะ อยู่ดี ๆ เส้นประสาทหูก็อักเสบ จนในภายหลังต้องกินยากดภูมิคุ้มกันที่เป็นสเตียรอยด์ค่ะ เดิมทีเป็นหมอที่ดูแลคนไข้ด้านภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองอยู่แล้ว ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะมาเป็นเอง จนได้กลับมาฉุกคิดค่ะ ว่าร่างกายเราเริ่มไม่ “สมดุล” แล้วนะ นี่เป็นแค่การเตือนขั้นแรกเบา ๆ หากเรายังคงฝืนใช้ร่างกายตัวเองไปมากกว่านี้ อาจจะเตือนหนักขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ นี่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจอย่างหนึ่งค่ะว่าคนเป็นหมอก็ป่วยได้ เพราะเป็นมนุษย์ทั่วไป ไม่มีข้อยกเว้น ผู้เขียนอยากให้ทุกท่านมีสุขภาพที่ดีกันถ้วนหน้า “การป้องกัน” คงดีกว่า “การแก้ไข” การรักษา “สมดุล” ของร่างกายและจิตใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญค่ะ นั่งสมาธิหรือวิปัสสนาอย่างน้อยวันละ 5 นาที เริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายไปค่ะ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทำจิตใจให้สบาย ปล่อยวางเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่สำคัญลงบ้าง โกรธให้น้อยลง ยิ้มให้มากขึ้น ร่างกายจะได้อยู่กับเราไปนาน ๆ ค่ะ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่ดีกันถ้วนหน้านะคะ 
สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ 

Column File (PDF): 
เนื้อหาภายในฉบับที่ 48