ประวัติความเป็นมา

ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน

การก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะโรงเรียนแพทย์แห่งที่สี่ของประเทศไทยเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการศึกษาแพทย์ไทย ที่ไม่เพียงมุ่งยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้ทัดเทียมนานาชาติ แต่ยังนำไปสู่การก่อกำเนิดของภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน ซึ่งเกิดจากวิสัยทัศน์ของคณาจารย์แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มารวมตัวจากหลากหลายสถาบันทั้งในและต่างประเทศ

แนวคิดที่มุ่งสร้างคณะแพทย์ที่ทันสมัยและต่อบสนองต่อระบบสุขภาพของประเทศได้รับการบันทึกไว้ในหนังสือ "A Good & Great Man" โดยศาสตราจารย์นายแพทย์อารี วัลยะเสวี ที่ได้เล่าถึงบรรยากาศการสนทนาในหมู่แพทย์ไทยที่ไปศึกษาต่อในต่างประเทศเมื่อประมาณ 70 ปีก่อน ซึ่งมักมีการถกเถียงถึงประเด็น "ทำอย่างไรโรงเรียนแพทย์ในเมืองไทยจึงจะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ทัดเทียมกับในสหรัฐอเมริกา"  การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเหล่านี้นำไปสู่แนวคิดในการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งใหม่ที่ "มีลักษณะที่เอื้ออำนวยในการสอนและวิจัยให้มากที่สุดนอกจากนั้นอาจารย์และนักวิชาการควรมีเวลาในการเตรียมการสอนและทำการวิจัยได้อย่างเต็มที่ อาจารย์ควรมีเวลาทำงานเต็มเวลาและจำกัดบริการผู้ป่วยเฉพาะเพื่อการศึกษาเท่านั้น"

เมื่อได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ (Rockefeller Foundationในการก่อตั้งคณะฯ ท่าน ศ.นพ.อารี วัลยะเสวี ได้มองเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองต่อบริบทของสังคมไทยอย่างแท้จริง ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ในปาฐกถาอารี วัลยะเสวี ครั้งที่ 2 ว่า "ในระยะตั้งแต่วางแผนการก่อตั้งคณะก็มีจุดมุ่งหมายที่จะผลิตบัณฑิตแพทย์เพื่อตอบสนองกับความต้องการของสังคมไทย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นสังคมเกษตรกรรม ประชาชนมากกว่าร้อยละ 80 เป็นเกษตรกรอยู่ตามชนบท จริงๆ แล้วสังคมไทยคือสังคมชนบทนั้นเอง" ความไม่สอดคล้องระหว่างการศึกษาแพทย์กับความเป็นจริงของประเทศได้รับการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งโดยท่าน ที่ชี้ให้เห็นว่า "หลักสูตรแพทยศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นแบบสังคมตะวันตกซึ่งเป็นสังคมอุตสาหกรรม ดังนั้นผลผลิตคือแพทย์ศาสตร์บัณฑิตย่อมมีความรู้และความถนัดเหมาะที่จะประกอบการในโรงพยาบาลหรือชุมชนเมือง เพราะเน้นหนักด้านการรักษามากกว่าการป้องกันและต้องการเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย" ผลลัพธ์คือ "บัณฑิตแพทย์ที่ผลิตจึงมีความถนัดน้อยและรู้สึกอึดอัดในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในส่วนภูมิภาครวมทั้งการป้องกันส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในชนบท" นำไปสู่ "การขาดแคลนแพทย์ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพที่จะปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาค"

 

 

การวางแผนหลักสูตรเวชศาสตร์ชุมชนเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ศ.นพ.อารี วัลยะเสวี ได้พาศาสตราจารย์โรเบิร์ต เอฟ. โลบ (Robert F. Loebหนึ่งในบรรณาธิการของตำราทางการแพทย์ระดับโลก "Textbook of Medicine" และดอกเตอร์วิลละบี เลเทม (Willoughby Lathemผู้อำนวยการร่วมฝ่ายวิทยาศาสตร์สุขภาพของมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ในขณะนั้น ไปเยี่ยมสถานีอนามัยชั้นหนึ่งแห่งหนึ่งใกล้กรุงเทพมหานคร ที่นั่นพวกท่านได้พบว่าแพทย์ประจำการมีผู้ป่วยเพียงวันละ 10-15 คน และใช้เวลาส่วนใหญ่ "นั่งรอคนไข้มาหา แล้วก็รอวันรอคืนที่จะโยกย้ายไปยังที่อื่น" นำมาสู่คำถามที่ท้าทายว่า "เราอยากให้แพทย์จบใหม่จากรามาฯ ในอนาคตเป็นแบบนี้หรือ"

ประสบการณ์และคำถามที่ท้าทายนี้นำไปสู่การก่อตั้งโครงการเวชศาสตร์ชุมชน (Community Medicineในปี พ.ศ. 2511 โดยเริ่มต้นจากการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านการสำรวจชุมชนโดยนิสิตแพทย์จิตอาสา 30-40 คน ที่หมู่บ้านในอำเภอบางชัน อำเภอมีนบุรี จังหวัดพระนคร และได้ขยายพื้นที่การเรียนรู้ไปสู่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในปีถัดมา โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์เปรม บุรี หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ เป็นผู้อำนวยการโครงการท่านแรก

การดำเนินงานในช่วงแรกหลังก่อตั้งโครงการเวชศาสตร์ชุมชนได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการแพทย์ไทยด้วยการเป็นศาสตร์ที่มีลักษณะบูรณาการหลากหลายสาขา โดยเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาควิชาต่างๆ ทั้งสูติศาสตร์ ศัลยศาสตร์ อายุรศาสตร์ และกุมารเวชศาสตร์ นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุขในการสร้างพื้นที่บูรณาการสำหรับการเรียนการสอน การบริการวิชาการ และการวิจัย โดยมุ่งให้นักศึกษาได้เรียนรู้ระบบสาธารณสุขอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว หมู่บ้าน ตำบล จนถึงระดับอำเภอ ซึ่งเป็นบริบทการทำงานจริงสำหรับบัณฑิตแพทย์หลังสำเร็จการศึกษา

 

 

ช่วง 12 ปีแรกของการดำเนินงานนับเป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนาและเผชิญความท้าทาย แม้จะมีข้อจำกัดด้านความคล่องตัวในการบริหารจัดการและงบประมาณ เนื่องจากต้องขึ้นตรงต่อสำนักงานคณบดีและไม่มีอาจารย์ประจำโครงการ อย่างไรก็ตาม ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ในการผลิตบัณฑิตแพทย์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมไทย จึงได้มีการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญในปี พ.ศ. 2525 ให้ยกระดับเป็นศูนย์เวชศาสตร์ชุมชน ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงานและการบริหารจัดการงบประมาณ ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานศูนย์เวชศาสตร์ชุมชน" และในที่สุดได้ยกระดับสถานะเป็น "ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน" อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2553

ปัจจุบัน ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนยังคงสืบสานเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งในการผลิตบัณฑิตแพทย์ที่พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพในศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งพัฒนาให้บัณฑิตมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในระบบสุขภาพที่มีความเชื่อมโยงและซับซ้อน ผ่านการวางรากฐานคุณลักษณะสำคัญสามประการ คือ ความเป็นผู้นำ ความเข้าใจในระบบสุขภาพ และความสามารถด้านการวิจัย 

ด้วยแนวทางดังกล่าว ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนจึงได้พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ผสมผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่เข้ากับความเข้าใจในบริบทของสังคมไทย โดยเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในพื้นที่ ด้วยความเชื่อว่าการเรียนรู้อย่างบูรณาการเช่นนี้จะหล่อหลอมให้บัณฑิตเป็น "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" (Change Agent) ที่สามารถขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทยให้เข้มแข็ง พร้อมทั้งผลักดันงานสาธารณสุขและการสร้างเสริมสุขภาพในระดับชุมชนให้เกิดความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

 

 

โครงสร้างการบริหารของภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน

 

ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนได้ปรับโครงสร้างการบริหารเพื่อรองรับพันธกิจที่ขยายขอบเขตกว้างขึ้นเพื่อตอบสนองกับความท้าทายด้านสุขภาพในปัจจุบันที่ซับซ้อนขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 สาขาวิชาหลักที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ได้แก่ สาขาการสร้างเสริมสุขภาพและสุขภาพโลก (Health Promotion and Global Healthที่เชื่อมโยงการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนและการสร้างเสริมสุขภาพจากระดับพื้นที่สู่ระดับสากล สาขาวิชาการจัดการระบบและนโยบายสุขภาพซึ่งมีการจัดตั้งหน่วยวิจัยระบบสุขภาพ (Health Systems Research UnitHSRUเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสุขภาพบนฐานความรู้และนวัตกรรมผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบสุขภาพ และสาขาวิชาอาชีวเวชศาสตร์และ
เวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม (Occupational & Environmental Medicineที่มุ่งเน้นการป้องกัน วินิจฉัย และรักษาโรคจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการประเมินความเสี่ยงและความเหมาะสมในการทำงาน ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและมาตรฐานอาชีวอนามัยแก่องค์กร

การพัฒนาสาขาอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อมถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงรูปธรรมของการขยายขอบเขตการดูแลสุขภาพชุมชนในมิติใหม่ โดยเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2558 เมื่อศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วิชัย เอกพลากร ได้ริเริ่มการพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอาชีวอนามัยและพิษวิทยา ภายใต้ความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว และสาขาวิชาโภชนศาสตร์ การพัฒนาดังกล่าวนำไปสู่การจัดตั้งสาขาอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2561  ตามด้วยการเปิดรับนักศึกษาปริญญาโทรุ่นแรกในหลักสูตรอาชีวอนามัยและพิษวิทยาในปี พ.ศ. 2563 และการเปิดรับแพทย์ประจำบ้านรุ่นแรกของหลักสูตรอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม ในปี พ.ศ. 2565 จนได้รับการอนุมัติให้เพิ่มศักยภาพการผลิตแพทย์ประจำบ้านเป็นรุ่นละ 4 คนในปี พ.ศ. 2568

บุคลากรปัจจุบัน

ปัจจุบันภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนประกอบด้วยบุคลากรรวมทั้งสิ้น 21 คน แบ่งเป็นบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน โดยบุคลากรสายวิชาการมีโดยมีคณาจารย์รวมทั้งสิ้น 11 คน ประกอบด้วยอาจารย์ในตำแหน่งรองศาสตราจารย์ 1 คน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ 3 คน และอาจารย์ 7 คน สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างความเชี่ยวชาญของคณาจารย์อาวุโสและพลังของคณาจารย์รุ่นใหม่

ในส่วนของบุคลากรสายสนับสนุน มีจำนวน 10 ท่าน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ได้แก่ นักวิชาการศึกษา 2 ท่านสำหรับขับเคลื่อนงานด้านการศึกษา ผู้ช่วยวิจัย 1 ท่านสำหรับสนับสนุนการดำเนินงานวิจัย เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 คน และผู้ปฏิบัติงานบริหาร 3 คนในการประสานและดำเนินงานด้านการบริหารจัดการ รวมถึงพนักงานทั่วไป 1 ท่านสำหรับสนับสนุนการดำเนินงานในด้านต่างๆ ของภาควิชา

ผลงานเด่น

คณาจารย์ของภาควิชาฯ ได้สร้างผลงานที่โดดเด่นในระดับนานาชาติและมีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศ โดยมี ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล และ ศ.ดร.นพ.วิชัย เอกพลากร ได้รับการจัดอันดับเป็นนักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่นระดับโลกจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (World's Top 2% scientists by Stanford University 2023)

ในด้านการพัฒนาระบบสาธารณสุขมูลฐาน หรือระบบสุขภาพปฐมภูมิในปัจจุบัน รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ได้วางรากฐานการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญผ่านการร่วมก่อตั้ง 'สหพันธ์แพทย์ชนบท' ในปี พ.ศ. 2519 ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็น 'มูลนิธิแพทย์ชนบท' ในปี พ.ศ. 2525 และเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการแพทย์ชนบทที่ได้รับรางวัลแมกไซไซในปี พ.ศ. 2567 ท่านยังได้ขยายผลการเปลี่ยนแปลงด้วยการริเริ่มนิตยสาร 'หมอชาวบ้าน' เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเสริมสุขภาพ พร้อมทั้งจัดทำ "ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป" เพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรในหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ สอดประสานกับงานของ อ.พญ.บุษกร อนุชาติวรกุล ที่มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสุขภาพชุมชนผ่านการออกแบบหลักสูตรการศึกษา โดยผลักดันให้รายวิชาระบบบริการสุขภาพในโรงพยาบาลชุมชนได้รับการบรรจุเป็นวิชาบังคับในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตชั้นคลินิก พร้อมทั้งพัฒนาความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและโรงพยาบาลชุมชนอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การขยายประสบการณ์การเรียนรู้ระบบสุขภาพชุมชนสู่นักศึกษาแพทย์ชั้นปรีคลินิก เพื่อเปิดมุมมองการคิดเชิงระบบที่เชื่อมโยงให้เห็นว่าสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development GoalsSDGsที่ต้องบูรณาการทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

ในด้านการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ และ รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายระดับประเทศหลายด้าน โดย ผศ.ดร.นพ.วิชช์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อควบคุมยาสูบ ได้ผลักดันให้คงไว้ซึ่งนโยบายการห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งสอดประสานกับงานของ รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ที่ติดตามการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบและป้องกันความพยายามผลักดันการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผศ.ดร.นพ.วิชช์ ยังได้ขยายงานไปสู่การป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้านอื่น โดยทำวิจัยเพื่อคำนวณต้นทุนและเสนอนโยบายเพิ่มสิทธิประโยชน์ล้างไตทางช่องท้องสำหรับผู้ป่วยบัตรทอง (Peritoneal Dialysis First Policyและร่วมก่อตั้งเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ในขณะที่ รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ได้สืบทอดเจตนารมณ์จาก ศ.ดร.นพ.วิชัย เอกพลากร ในการดำเนินการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการกำหนดนโยบายควบคุมปัจจัยเสี่ยงและพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศ

การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health CoverageUHCและการดูแลผู้สูงอายุเป็นอีกหนึ่งผลงานสำคัญของภาควิชาฯ โดย ผศ.ดร.นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ผลักดันนโยบายการดูแลระยะยาวในชุมชน (Community-based Long Term Careเพื่อดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบบริการที่ตอบสนองต่อสังคมสูงวัย สอดคล้องกับงานของ ดร.นพ.ภูษิต ประคองสาย อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาสุขภาพระหว่างประเทศ (International Health Policy Program; IHPPที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบรองรับสังคมสูงวัยสำหรับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ในด้านการพัฒนางานพันธุศาสตร์การแพทย์ นพ.จักรกฤษณ์ เอื้อสุนทรวัฒนา ได้แสดงความเชี่ยวชาญในด้านการศึกษาความผิดปกติทางพันธุกรรมทั้งในระดับประชากรและระดับคลินิก (Epidemiological Genetics and Clinical Geneticsผ่านงานวิจัยที่สำคัญในเด็กไทย อาทิ การศึกษาโรคที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการสลายสารในกลุ่มไขมันซับซ้อนที่เรียกว่าโรคแซนด์ฮอฟฟ์ชนิดเริ่มต้นในทารก (Infantile Onset Sandhoff Diseaseและการศึกษาปัจจัยทางพันธุกรรมที่มีผลต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือดผ่านการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการกลายพันธุ์แบบจุดเดียวในส่วนควบคุมการแสดงออกของยีนโปรตีนซี (PROC Promoter Single Nucleotide Polymorphismsกับระดับการทำงานของโปรตีนซี (Protein C Activityในประชากรเด็ก ผลงานเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านพันธุศาสตร์การแพทย์ที่มีความจำเพาะกับประชากรไทย และช่วยวางรากฐานสำหรับการพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคทางพันธุกรรมในประเทศไทย

ในด้านการคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ผศ.นพ.ฉัตรชัย อิ่มอารมณ์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบปกป้องคุ้มครองเด็กในระดับสถานพยาบาล โดยได้พัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการดูแลรักษาและคุ้มครองเด็กที่ถูกทารุณกรรม พร้อมทั้งริเริ่มการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่จากสื่อออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและจิตของเด็ก นอกจากนี้ ยังได้มุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะการเอาตัวรอดที่จำเป็นสำหรับเด็กในยุคดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมทั้งการรู้เท่าทันสื่อ การระวังภัยในโลกออนไลน์ และการขอความช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหา การพัฒนาระบบและกลไกดังกล่าวสะท้อนถึงการบูรณาการองค์ความรู้ทางการแพทย์เข้ากับการคุ้มครองสิทธิเด็ก เพื่อสร้างระบบปกป้องคุ้มครองที่ตอบสนองต่อความเสี่ยงและภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคมยุคใหม่

ในส่วนของงานอาชีวเวชศาสตร์และอนามัยสิ่งแวดล้อม คณาจารย์ของภาควิชาได้พัฒนางานอย่างครบวงจรตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงการปฏิบัติ โดย ผศ.พญ.ฉัฐญาณ์ วงศ์รัฐนันท์ หัวหน้าสาขาอาชีวเวชศาสตร์ฯ ได้มุ่งผลักดันการสร้างเสริมสุขภาพในสถานประกอบการด้วยแนวคิดบูรณาการสุขภาพวัยทำงาน (Integrated Worker Health) ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จนได้รับการทาบทามจากผู้แทนองค์การอนามัยโลก (World Health OrganizationWHO) ประจำประเทศไทย ให้ร่วมเป็นคณะทำงานป้องกันโรคไม่ติดต่อในวัยทำงาน แนวคิดนี้ได้รับการนำไปปฏิบัติผ่านการจัดการศึกษาโดย อ.พญ.สวนีย์ ศรีเจริญธรรม ประธานหลักสูตรแพทย์ประจำบ้านฯ ที่เปิดโอกาสและเป็นที่ปรึกษาให้แพทย์ประจำบ้านได้ฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ เพื่อนำร่องการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพผ่านบทบาทของแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ร่วมกับภาคเอกชน พร้อมทั้งทำวิจัยด้านสุขภาพบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพสำหรับบุคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศ ในขณะเดียวกัน อ.พญ.วริษา สุนทรวินิต หัวหน้าคลินิกอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม ได้นำแนวคิดนี้มาพัฒนาการบริการโดยดำเนินโครงการคลินิกโรคจากการทำงานเพื่อให้การวินิจฉัยและป้องกันโรคในกลุ่มผู้ใช้แรงงานสิทธิประกันสังคม วางแผนจัดบริการสุขภาพวัยทำงานแบบครบวงจร และริเริ่มงานวิจัยด้านผลกระทบจากงานที่มีต่อสุขภาพจิต ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของวัยทำงานที่ต้องเร่งเตรียมการป้องกันและแก้ไข การทำงานที่เชื่อมโยงกันนี้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาระบบอาชีวเวชศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย การศึกษา และการบริการอย่างเป็นรูปธรรม

คณาจารย์รุ่นใหม่ของภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนได้สืบสานพันธกิจในการพัฒนาระบบสุขภาพผ่านงานวิจัยที่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมเชิงระบบและนโยบาย โดย อ.นพ.ณัฐวุฒิ เอี่ยงธนรัตน์ ได้ริเริ่มงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาระบบสุขภาพในสองบริบทสำคัญ คือ การพัฒนาชุดตัวชี้วัดระบบสุขภาพชุมชนเมือง (Urban Health) ตามธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2565 และการประเมินผลการจัดบริการสุขภาพแบบเน้นคุณค่า (Value-based Healthcareสำหรับผู้ป่วยสูงอายุข้อสะโพกหักในจังหวัดแพร่และลำปาง ซึ่งสอดคล้องกับงานของ นพ.ภรัณยู โอสถธนากร ผู้ได้รับพระราชทานทุน "โครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล" ประจำปี พ.ศ. 2564 ที่มุ่งพัฒนาระบบการจ่ายแบบมุ่งเน้นคุณค่าเพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในระบบบริการปฐมภูมิ ภายใต้การให้คำปรึกษาจากศาสตราจารย์เฮมิช แลง (Professor Hamish Laing) ผู้อำนวยการสถาบันการจัดบริการสุขภาพแบบเน้นคุณค่า (Value-Based Health and Care Academyแห่งมหาวิทยาลัยสวอนซี (Swansea Universityโดยทั้งสองโครงการมุ่งสร้างระบบจูงใจบุคลากรในการพัฒนาคุณภาพบริการผ่านการติดตามประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพอย่างเป็นระบบ สอดรับกับบริบทสังคมสูงวัยของประเทศไทย ในขณะที่ อ.นพ.ปวินท์ ศรีวิเชียร แพทย์เฉพาะทางโสต ศอ นาสิกวิทยา และอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ได้นำประสบการณ์การบริหารโรงพยาบาลชุมชนมาต่อยอดในงานวิจัยด้านนโยบายและระบบสุขภาพระดับประชากร พร้อมทั้งร่วมพัฒนาศูนย์การได้ยินและศูนย์วิทยาศาสตร์สื่อความหมายอาเซียน (ASEAN Hearing Hub and Communication Sciences Centerแสดงให้เห็นการผสานความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ากับการพัฒนาระบบสุขภาพระดับภูมิภาค

นอกเหนือจากผลงานที่กล่าวมา ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพหลายด้าน ทั้งระบบหลักประกันสุขภาพ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยบูรณาการวิธีทำงานตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ผ่านงานวิจัย การให้คำปรึกษาเชิงนโยบาย การรณรงค์ผ่านสื่อสาธารณะ การผลักดันนโยบาย และการขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติการในประเด็นเร่งด่วน สะท้อนบทบาทของภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบเพื่อยกระดับระบบสุขภาพของประเทศให้มีความครอบคลุม เป็นธรรม และยั่งยืน


 

โครงการสำคัญในอนาคต

ย้อนกลับไปในจุดกำเนิดของเวชศาสตร์ชุมชนในปี พ.ศ. 2512 การเริ่มต้นในรูปแบบโครงการสหวิชา (Multidisciplinary Programได้วางรากฐานสำคัญของการเปิดโอกาสให้คณาจารย์จากหลากหลายภาควิชาได้มาร่วมเรียนรู้และสอนร่วมกัน โดยมุ่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน ผ่านการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ ที่นอกเหนือจากการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งมานุษยวิทยา สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การบริหารจัดการ กฎหมาย วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และวิศวกรรมศาสตร์

ในศตวรรษที่ 21 แนวคิดด้านแพทยศาสตร์ศึกษาได้ให้ความสำคัญกับวิทยาระบบสุขภาพ (Health Systems Scienceในฐานะเสาหลักที่สามของการศึกษาแพทย์ ต่อเนื่องจากวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานและวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก เพื่อสร้างแพทย์ที่มีความสามารถรอบด้านในการจัดการปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อน ทั้งในระดับบุคคลและระดับประชากร ผ่านการคิดเชิงระบบที่เชื่อมโยงการดูแลผู้ป่วยเข้ากับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ภาควิชาฯ จึงได้พัฒนาการเรียนการสอนโดยบูรณาการองค์ความรู้ดั้งเดิมทั้งด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การบริหารสาธารณสุขระดับอำเภอ เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และกฎหมายการแพทย์ โดยใช้โรงพยาบาลชุมชนและพื้นที่ระดับอำเภอเป็นฐานการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

การพัฒนาในทิศทางนี้เป็นไปเพื่อผลิตบัณฑิตทั้งระดับปริญญาและหลังปริญญาให้พร้อมทำงานร่วมกับทีมระบบสุขภาพทุกระดับ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสมรรถนะของคณาจารย์ด้านการวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค รวมถึงการผลักดันนโยบายสาธารณะเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนสู่การเป็นสังคมสุขภาวะถ้วนหน้า

ในอนาคต ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน จะมุ่งเน้นการพัฒนาทั้งด้านการเรียนการสอน วิจัย บริการวิชาการ และพัฒนานวัตกรรมการจัดบริการสุขภาพและการอภิบาลระบบ ที่เชื่อมโยงกับประเด็นสุขภาพโลก (global healthมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้สร้างความท้าทายด้านสุขภาพที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายของประชากร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพ โรคอุบัติใหม่ และความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพที่ทวีความรุนแรง ประกอบกับรากฐานอันแข็งแกร่งของภาควิชาฯ ในการผลิตบัณฑิตและพัฒนานโยบายสุขภาพที่ตอบสนองต่อความท้าทายระดับชาติมาโดยตลอด การมุ่งสู่การเป็นองค์กรวิชาการด้านสุขภาพโลกจึงเป็นก้าวต่อไปที่สำคัญของภาควิชาฯ ในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสุขภาพของประชาชน ไม่เพียงในระดับประเทศ แต่ขยายไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก สอดคล้องกับพระราชดำรัสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่ว่า "True success is not in the learning, but in its application to the benefit of mankindอันเป็นหลักการสำคัญที่ภาควิชาฯ ยึดถือมาตลอดระยะเวลา 50 ปี ในการมุ่งนำความรู้และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง