ความแตกต่างออทิซึมแท้หรือออทิซึมเทียม

Volume
ฉบับที่ 59 เดือนมกราคม 2569
Column
Health Station
Writer Name
รศ. พญ.จริยา จุฑาภิสิทธิ์ หน่วยพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

       โรคออทิซึม หรือกลุ่มอาการออทิซึม เป็นโรคทางการแพทย์ที่ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน แต่มักมีสาเหตุมากจากปัจจัยทางพันธุกรรม ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม และความผิดปกติของระบบประสาทสมอง อาการแสดงจะมีความหลากหลาย แต่ความผิดปกติหลักคือ เด็กจะมีพัฒนาการทางภาษาพูดที่ล่าช้า มีการเข้าสังคมหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นผิดปกติ และมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ หรือมีความสนใจเฉพาะบางเรื่องมากผิดปกติ ประสาทสัมผัสไวต่อการกระตุ้นมากหรือน้อยเกินไป

ออทิซึมเทียม (Virtual Autism) คืออะไร ? 

      ออทิซึมเทียมไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่เป็นภาวะที่ใช้เรียกเด็กเล็กที่มีพัฒนาการทางภาษาที่ล่าช้า ไม่สมวัย และแสดงพฤติกรรมบางอย่างคล้ายออทิซึม และมีความสัมพันธ์กับการได้รับสื่อหน้าจอ เช่น โทรศัพท์ แท็บเล็ต ไอแพด ทีวี ที่มากเกินไปในช่วงวัยเด็กตอนต้น โดยการดูจอที่มากเกินไปนี้จะส่งผลให้เด็กขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทางการพูด ทักษะการเข้าสังคม และอาจส่งผลต่อการมีสมาธิ จดจ่อ ในระยะต่อมา

อาการที่พบบ่อยของออทิซึมเทียม

   •    พัฒนาการทางภาษาล่าช้า ไม่สมวัย

   •    ไม่สบตา หรือ หลีกเลี่ยงการสบตา

   •    ขาดความสนใจต่อสิ่งรอบตัว

   •    ขาดทักษะทางสังคม ไม่สนใจเล่นกับผู้อื่น ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เล่นกับคนอื่นไม่เป็น

   •    ควบคุมอารมณ์ยากเวลาถูกขัดใจ โกรธ โมโห หงุดหงิด 

   •    สมาธิสั้น ไม่จดจ่อ

   •    ติดสื่อหน้าจอโดยไม่สนใจทำกิจกรรมอื่น

ทำอย่างไรเมื่อสงสัยภาวะออทิสซึมเทียม?
       เนื่องจากออทิซึมเทียม เป็นเพียงคำที่ใช้เรียกกันเมื่อพบเด็กที่มีพัฒนาการทางภาษาและทักษะทางสังคมไม่สมวัย ร่วมกับมีประวัติการใช้สื่อหน้าจอที่มากเกินไป การจะแยกจากกลุ่มอาการออทิซึมที่เป็นโรคทางการแพทย์ค่อนข้างยาก แต่ความสำคัญคือ เมื่อพบความผิดปกติทางพัฒนาการแล้ว ควรให้การปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู โดยการเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับเด็ก เช่น พูดคุย เล่น อ่านนิทาน ทำกิจกรรมร่วมกัน ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกันมากขึ้น พาไปเล่นกับเด็กอื่น งดหรือลดสื่อหน้าจอให้ได้มากที่สุด จะเป็นการช่วยกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการในเด็กได้มาก การปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดูเหล่านี้จะส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็กในอนาคตอย่างมาก นอกจากนี้แนะนำให้พบกุมารแพทย์หรือกุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการ เพื่อให้การวินิจฉัย ให้คำแนะนำในการกระตุ้นพัฒนาการและปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู และติดตามการรักษาเพื่อประเมินพัฒนาการอย่างต่อเนื่องต่อไป

เด็กมีอาการอย่างไร จึงควรสงสัยโรคออทิซึม ? 

เด็กเล็กก่อนวัยเรียน

    •    อายุ 9 เดือน ยังไม่มีการส่งเสียงเหมือนคุยโต้ตอบกับผู้เลี้ยงดู ไม่มีการแสดงออกทางสีหน้าเพื่อสื่ออารมณ์
    •    อายุ 12 เดือน ยังไม่มีเสียงอื่นที่ไม่ใช่เสียง “อ” หรือไม่หันหาเสียงเรียกชื่อ
    •    อายุ 16 เดือน ยังไม่มีการพูดคำโดดที่มีความหมายเลย
    •    อายุ 2 ปี ยังไม่มีการพูดคำโดด 2 คำติดกัน เช่น กินนม ไปเที่ยว (ไม่รวมการพูดตาม)
    •    มีการหยุดพูดของคำพูดที่เคยพูดได้
    •    ชอบเล่นคนเดียว ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กคนอื่น
    •    ไม่ค่อยมองหน้าสบตา ไม่ชี้บอกความต้องการ
    •    มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ เช่น สะบัดมือ กระโดด หมุนตัว โยกตัว 
    •    เล่นของเล่นในลักษณะแปลก ๆ ซ้ำ ๆ เช่น หมุนล้อรถ เอาของมาเรียง ดมหรือเลียสิ่งของ
    •    ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบทำอะไรที่เป็นแบบแผนเหมือน ๆ เดิม 
    •    มีประสาทสัมผัสที่ไวมากหรือน้อยผิดปกติ เช่น ไม่ชอบลักษณะของอาหารบางอย่าง 
        ไม่ชอบสีบางสี ทนความเจ็บปวดได้มากกว่าปกติ

เด็กวัยเรียน

นอกจากอาการดังกล่าวข้างต้นแล้ว อาจพบว่าเด็กมีอาการดังนี้
•    ไม่ชอบการริเริ่มสนทนา พูดคุยกับใคร
•    สนทนาพูดคุยกับผู้อื่นได้ไม่ต่อเนื่อง ชอบพูดแต่เรื่องที่ตนเองสนใจ โดยไม่สนใจว่าผู้อื่นอยากคุยด้วยหรือไม่
•    ไม่ชอบเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มกับเพื่อน ๆ
•    ขาดทักษะในการสื่อสารอย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ รวมถึงไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น

ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าเด็กเป็นโรคออทิซึม ?

        ควรพบกุมารแพทย์หรือกุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการ เพื่อตรวจประเมินพัฒนาการและพฤติกรรม แต่ในระหว่างที่รอนัดเพื่อพบกุมารแพทย์ ผู้เลี้ยงดูสามารถให้การกระตุ้นพัฒนาการไปก่อนได้เลย โดยการเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับเด็กผ่านการเล่น พูดคุยกับเด็กให้มากขึ้น ลดหรืองดการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด หลีกเลี่ยงการให้เด็กเล่นคนเดียว พบนักแก้ไขการพูดหรือนักกระตุ้นพัฒนาการเพื่อฝึกกระตุ้นพัฒนาการ โดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านภาษา

ดาวน์โหลดเพื่ออ่านรูปแบบ PDF
เนื้อหาภายในฉบับที่ 59