
โรคออทิซึม หรือกลุ่มอาการออทิซึม เป็นโรคทางการแพทย์ที่ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน แต่มักมีสาเหตุมากจากปัจจัยทางพันธุกรรม ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม และความผิดปกติของระบบประสาทสมอง อาการแสดงจะมีความหลากหลาย แต่ความผิดปกติหลักคือ เด็กจะมีพัฒนาการทางภาษาพูดที่ล่าช้า มีการเข้าสังคมหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นผิดปกติ และมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ หรือมีความสนใจเฉพาะบางเรื่องมากผิดปกติ ประสาทสัมผัสไวต่อการกระตุ้นมากหรือน้อยเกินไป

ออทิซึมเทียม (Virtual Autism) คืออะไร ?
ออทิซึมเทียมไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่เป็นภาวะที่ใช้เรียกเด็กเล็กที่มีพัฒนาการทางภาษาที่ล่าช้า ไม่สมวัย และแสดงพฤติกรรมบางอย่างคล้ายออทิซึม และมีความสัมพันธ์กับการได้รับสื่อหน้าจอ เช่น โทรศัพท์ แท็บเล็ต ไอแพด ทีวี ที่มากเกินไปในช่วงวัยเด็กตอนต้น โดยการดูจอที่มากเกินไปนี้จะส่งผลให้เด็กขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทางการพูด ทักษะการเข้าสังคม และอาจส่งผลต่อการมีสมาธิ จดจ่อ ในระยะต่อมา
อาการที่พบบ่อยของออทิซึมเทียม
• พัฒนาการทางภาษาล่าช้า ไม่สมวัย
• ไม่สบตา หรือ หลีกเลี่ยงการสบตา
• ขาดความสนใจต่อสิ่งรอบตัว
• ขาดทักษะทางสังคม ไม่สนใจเล่นกับผู้อื่น ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เล่นกับคนอื่นไม่เป็น
• ควบคุมอารมณ์ยากเวลาถูกขัดใจ โกรธ โมโห หงุดหงิด
• สมาธิสั้น ไม่จดจ่อ
• ติดสื่อหน้าจอโดยไม่สนใจทำกิจกรรมอื่น

ทำอย่างไรเมื่อสงสัยภาวะออทิสซึมเทียม?
เนื่องจากออทิซึมเทียม เป็นเพียงคำที่ใช้เรียกกันเมื่อพบเด็กที่มีพัฒนาการทางภาษาและทักษะทางสังคมไม่สมวัย ร่วมกับมีประวัติการใช้สื่อหน้าจอที่มากเกินไป การจะแยกจากกลุ่มอาการออทิซึมที่เป็นโรคทางการแพทย์ค่อนข้างยาก แต่ความสำคัญคือ เมื่อพบความผิดปกติทางพัฒนาการแล้ว ควรให้การปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู โดยการเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับเด็ก เช่น พูดคุย เล่น อ่านนิทาน ทำกิจกรรมร่วมกัน ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกันมากขึ้น พาไปเล่นกับเด็กอื่น งดหรือลดสื่อหน้าจอให้ได้มากที่สุด จะเป็นการช่วยกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการในเด็กได้มาก การปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดูเหล่านี้จะส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็กในอนาคตอย่างมาก นอกจากนี้แนะนำให้พบกุมารแพทย์หรือกุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการ เพื่อให้การวินิจฉัย ให้คำแนะนำในการกระตุ้นพัฒนาการและปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู และติดตามการรักษาเพื่อประเมินพัฒนาการอย่างต่อเนื่องต่อไป
เด็กมีอาการอย่างไร จึงควรสงสัยโรคออทิซึม ?

เด็กเล็กก่อนวัยเรียน
• อายุ 9 เดือน ยังไม่มีการส่งเสียงเหมือนคุยโต้ตอบกับผู้เลี้ยงดู ไม่มีการแสดงออกทางสีหน้าเพื่อสื่ออารมณ์
• อายุ 12 เดือน ยังไม่มีเสียงอื่นที่ไม่ใช่เสียง “อ” หรือไม่หันหาเสียงเรียกชื่อ
• อายุ 16 เดือน ยังไม่มีการพูดคำโดดที่มีความหมายเลย
• อายุ 2 ปี ยังไม่มีการพูดคำโดด 2 คำติดกัน เช่น กินนม ไปเที่ยว (ไม่รวมการพูดตาม)
• มีการหยุดพูดของคำพูดที่เคยพูดได้
• ชอบเล่นคนเดียว ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กคนอื่น
• ไม่ค่อยมองหน้าสบตา ไม่ชี้บอกความต้องการ
• มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ เช่น สะบัดมือ กระโดด หมุนตัว โยกตัว
• เล่นของเล่นในลักษณะแปลก ๆ ซ้ำ ๆ เช่น หมุนล้อรถ เอาของมาเรียง ดมหรือเลียสิ่งของ
• ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบทำอะไรที่เป็นแบบแผนเหมือน ๆ เดิม
• มีประสาทสัมผัสที่ไวมากหรือน้อยผิดปกติ เช่น ไม่ชอบลักษณะของอาหารบางอย่าง
ไม่ชอบสีบางสี ทนความเจ็บปวดได้มากกว่าปกติ

เด็กวัยเรียน
นอกจากอาการดังกล่าวข้างต้นแล้ว อาจพบว่าเด็กมีอาการดังนี้
• ไม่ชอบการริเริ่มสนทนา พูดคุยกับใคร
• สนทนาพูดคุยกับผู้อื่นได้ไม่ต่อเนื่อง ชอบพูดแต่เรื่องที่ตนเองสนใจ โดยไม่สนใจว่าผู้อื่นอยากคุยด้วยหรือไม่
• ไม่ชอบเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มกับเพื่อน ๆ
• ขาดทักษะในการสื่อสารอย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ รวมถึงไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น
ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าเด็กเป็นโรคออทิซึม ?
ควรพบกุมารแพทย์หรือกุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการ เพื่อตรวจประเมินพัฒนาการและพฤติกรรม แต่ในระหว่างที่รอนัดเพื่อพบกุมารแพทย์ ผู้เลี้ยงดูสามารถให้การกระตุ้นพัฒนาการไปก่อนได้เลย โดยการเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับเด็กผ่านการเล่น พูดคุยกับเด็กให้มากขึ้น ลดหรืองดการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด หลีกเลี่ยงการให้เด็กเล่นคนเดียว พบนักแก้ไขการพูดหรือนักกระตุ้นพัฒนาการเพื่อฝึกกระตุ้นพัฒนาการ โดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านภาษา