
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นสายจากหอผู้ป่วยข้างเคียงโทรเข้ามาเพื่อส่งข้อมูลผู้ป่วยเด็กรายหนึ่ง ชื่อของเขาคือ “สอน” เขาเป็นเด็กชายวัยสิบสี่ปีจากครอบครัวแรงงานข้ามชาติชาวพม่า เพิ่งย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในสมุทรสาครหลังบ้านเกิดของพวกเขาถูกไฟไหม้จนวอดวาย
สอนเคยเป็นเด็กแข็งแรง ชอบเตะฟุตบอล วิ่งเล่นหลังเลิกเรียนและไม่เคยเกี่ยงงานเมื่อต้องช่วยแม่ขายของที่ตลาด หรือช่วยพี่ชายหิ้วของในโรงงานปลากระป๋อง เขาไม่ใช่เด็กพูดเก่ง แต่มีแววตาสดใสและรอยยิ้มกว้างที่ทำให้คนรอบข้างอดเอ็นดูไม่ได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง รอยยิ้มของเขาค่อย ๆ จางหายไปพร้อมแรงกายที่ถดถอย สอนเริ่มมีไข้ อ่อนแรงเหนื่อยง่าย จนวันหนึ่งเขาไม่มีเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นจากที่นอน แม่พาเขาไปโรงพยาบาลท้องถิ่น หมอแจ้งว่าผลเลือดของเขาผิดปกติและสงสัยว่าอาจเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาว จึงส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลรามาธิบดี
ในตอนแรกสอนเข้ารับการรักษาตัวในหอผู้ป่วยเด็กโต แต่เพราะตรวจพบการติดเชื้อดื้อยา ทำให้ต้องย้ายมาอยู่หอผู้ป่วยเด็กโรคติดเชื้อ และด้วยเหตุผลนั้น ฉันจึงได้เจอกับสอนเป็นวันแรก
ร่างเล็กของเด็กชายวัยสิบสี่ปีนอนนิ่งอยู่บนเตียง แววตาของเขาเหมือนคนที่พยายามจะเข้มแข็ง แต่ลึกลงไปเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไม่เข้าใจ แม่ของเขานั่งข้างเตียง มือสั่นเทานั้นจับมือของลูกไว้แน่น เธอฟังไม่เข้าใจเมื่อแพทย์อธิบายเรื่องแผนการรักษา คำว่า “คีโม” หรือ “เกล็ดเลือดต่ำ” สำหรับเธอ มันช่างห่างไกลและน่ากลัวเหลือเกิน
เพราะความแตกต่างของภาษา ทำให้การสื่อสารกับแม่ของสอนค่อนข้างลำบาก แม่บอกว่าเธอและพี่ชายของสอนพอจะพูดภาษาไทยได้บ้าง เพราะเขาทำงานในโรงงานที่ต้องใช้ภาษาไทย แต่กับฉันที่เป็นพยาบาล พูดด้วยภาษาทางการ ใช้ศัพท์ทางแพทย์ หรือแม้แต่ประโยคธรรมดา ๆ ก็ยังดูห่างไกลเกินความเข้าใจของเธอ และในตอนนั้นเพราะความเครียดที่ถาโถมเข้ามาพร้อมคำว่า “โรคร้าย” สอนเองก็ไม่ยอมพูดคุยกับใครเลย ครั้งแรกที่ฉันในฐานะพยาบาลเข้าไปแนะนำตัวกับเขา ฉันบอกว่า
“พี่เป็นพยาบาลเจ้าของไข้นะ จะมาหาและขอสอบถามอาการบ่อย ๆ ได้ไหมคะ”
เด็กชายวัยสิบสี่ปีแค่มองหน้าฉัน ราวกับชั่งใจว่าจะตอบหรือไม่ ก่อนจะส่งเสียงรับในลำคอเบา ๆ แทบไม่ได้ยิน
ฉันไม่รีบ ไม่เร่ง พยายามทำความรู้จักอย่างค่อยเป็นค่อยไป “ชื่ออะไรครับ” ฉันถามเบา ๆ เด็กชายสบตาฉันเพียงครู่ ก่อนจะเอ่ยคำหนึ่งออกมาอย่างเรียบง่าย
“สอน”
นั่นเป็นคำพูดแรก คำเดียวสั้น ๆ ที่สอนพูดกับฉัน น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา แต่ชัดเจนพอจะทำให้ฉันรู้ว่า เขาเริ่มเปิดประตูเล็ก ๆ ให้ฉันได้ยืนอยู่ตรงหน้าหัวใจของเขา ฉันยิ้มให้เขาเบา ๆ แล้วพูดว่า “ยินดีที่ได้รู้จักนะสอน พี่เป็นพยาบาลที่จะดูแลสอนในวันนี้นะ” เด็กชายไม่ตอบอะไร เพียงแค่ขยับสายตามองผ่านฉันไปราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง ฉันจึงถามเขาต่ออย่างค่อย ๆ
“สอนกำลังคิดอะไรอยู่เหรอ”
เขาเงียบไปชั่วครู่ เหมือนชั่งใจว่าจะพูดดีไหม แล้วในที่สุดก็ตอบกลับมาสั้น ๆ เหมือนเดิม “อยากกลับบ้าน”
คำว่า “บ้าน” จากปากเด็กอายุสิบสี่ที่นอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาลกลางเมืองใหญ่ ทำเอาฉันนิ่งไปชั่วขณะ ฉันไม่แน่ใจว่าสำหรับเขา “บ้าน” หมายถึงบ้านที่พม่า... หรือบ้านเช่าหลังเล็ก ๆ ที่สมุทรสาคร หรือบางที “บ้าน” สำหรับสอน อาจหมายถึงแค่การได้ออกไปจากที่นี่ ได้หยุดการรักษาที่ทั้งเจ็บ ทั้งกลัว และไม่รู้ว่าจะจบลงที่ตรงไหน
ฉันยืนอยู่ตรงนั้น มองตาเด็กคนหนึ่งที่เพิ่งเอ่ยคำง่าย ๆ แต่สะเทือนหัวใจ และในทุก ๆ วัน วันที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากการเจาะเลือดครั้งแล้วครั้งเล่า วันที่ร่างกายของเขาตอบสนองกับยาเคมีบำบัดด้วยอาการอาเจียนจนแทบไม่มีแรงจะลุก วันที่เกล็ดเลือดต่ำจนต้องรับเลือดเสริม วันที่ไข้ขึ้นสูงเพราะติดเชื้อแทรกซ้อน สอนก็มักจะพูดแบบเดิมเสมอ…
“อยากกลับบ้าน”
เป็นประโยคที่สั้น แต่ฉันรู้ดีว่ามันมีน้ำหนักมากเหลือเกินสำหรับเด็กวัยสิบสี่ที่ใช้เวลาแต่ละวันเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกินกว่าใครจะคาดคิดว่าเด็กคนหนึ่งจะต้องเจอ ทุกครั้งที่เขาพูดแบบนั้น ฉันได้แต่ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน บางวันก็แค่จับมือเขาไว้แน่น ๆ ปล่อยให้ความเงียบเป็นคำตอบว่า “พี่เข้าใจ”
แม่ของสอนเองแม้จะพูดภาษาไทยไม่คล่อง แต่ทุกเช้าเธอจะช่วยฉันปรับที่นอนให้ลูกชาย ป้อนข้าว ป้อนยา แม้บางวันเธอเองจะน้ำตาซึมตอนจับมือสอนที่เต็มไปด้วยรอยเข็ม เธอไม่เคยพูดเลยว่าจะ “พอ” แม้จะเห็นลูกทรมานทุกวัน เพราะสำหรับแม่ การยอมยุติการรักษา เท่ากับการยอมแพ้ และเธอไม่มีทางยอมแพ้ให้กับสิ่งที่กำลังพรากลูกไปจากเธอ
ดังนั้น สอนก็ยังต้องอยู่ที่โรงพยาบาลต่อไป ยังต้องตื่นมาเผชิญกับเข็ม ยา และความเจ็บปวด แม้อยากกลับบ้านแค่ไหนก็ตาม ในตอนนั้นเอง ฉันได้แต่คิดในใจเงียบ ๆ ว่าอยากให้สอนมีความสุขแม้อยู่ในโรงพยาบาล อยากให้เขารู้สึกว่า ที่นี่ก็สามารถเป็นบ้านอีกหลังที่อบอุ่นสำหรับเขาได้
การรักษาดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ เขาต้องเจาะน้ำไขสันหลังให้ยาเคมีบำบัด งดน้ำและอาหารตามแผนการรักษาอยู่บ่อยครั้ง ฉันสังเกตว่าเขาเริ่มอ่อนล้า และไม่ให้ความร่วมมือเหมือนแต่ก่อน
“ทำไมต้องเจาะเลือด ทำไมต้องเจาะหลัง ทำไมผมไม่ได้วิ่งเล่นเหมือนเด็กคนอื่น ๆ”
ฉันไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่บอกว่าทุก ๆ คนพยายามช่วยสอนอย่างเต็มที่ ทีมแพทย์ไม่รอช้าปรึกษากับหน่วยพัฒนาการเด็กและจิตเวช เพื่อร่วมกันประเมินอาการของสอน คุณหมอจิตเวชเข้ามาพูดคุยกับเขาอย่างใจเย็น

“สอนอยากได้อะไรที่สุดตอนนี้” เด็กชายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเบา ๆ “ผมอยากกินน้ำเย็น ๆ อยากกินน้ำแข็ง” คำขอของเขาฟังดูเรียบง่าย แต่ในฐานะบุคลากรการแพทย์ เรารู้ว่ามันไม่ง่ายเลยเพราะต้องระวังเรื่องการติดเชื้อ
คุณหมอจิตเวชปรึกษากับหมอเจ้าของไข้ และในที่สุด…เราก็หาทางให้เขาได้เติมเต็มความหวังเล็ก ๆ ของเขาได้บ้าง หมอท่านหนึ่งซื้อที่ทำน้ำแข็ง มาให้สอน เด็กชายดีใจมาก แม้ว่าตามแผนการรักษา เขาจะสามารถกินน้ำแข็งหรือน้ำเย็นได้แค่บางวัน แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่ทำให้เขามีความสุข
“ขอบคุณครับ” สอนยิ้มบางๆ
ฉันและคุณหมอมองดูเขาเคี้ยวก้อนน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ อย่างมีความสุข
ช่วงปีใหม่มาถึง หอผู้ป่วยเด็กถูกประดับด้วยไฟกระพริบ เสียงเพลงเบา ๆ ดังคลออยู่ไม่ไกล เจ้าหน้าที่หลายคนช่วยกันจัดกิจกรรมเล็ก ๆ ให้เด็กได้สนุกสนานกันบ้างในช่วงเวลาที่แสนเหนื่อย วันนั้นมีกิจกรรมจับสอยดาว เด็กหลายคนวิ่งไปเลือกดาวด้วยเสียงหัวเราะสดใส
ฉันหันไปมองสอน เขานอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าอิดโรย แต่สายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบ ๆ
“สอนอยากเล่นจับสอยดาวไหม” ฉันถามเบา ๆ เขาหันมามองฉัน แล้วตอบสั้น ๆ ด้วยเสียงแผ่ว “อยาก”
ฉันไม่รอช้า รีบไปหยิบดาวบางส่วนมาให้เขาเลือก เขาจับดาวดวงหนึ่งด้วยมือที่ยังมีสายให้น้ำเกลือ รางวัลของเขาคือ ตุ๊กตาตัวใหญ่สีเหลืองสดใส กับ ชุดตัวต่อเล็ก ๆ ที่มีมูลค่าไม่มากนัก แต่ทันทีที่สอนเห็นของขวัญ รอยยิ้มเล็ก ๆ ก็ผุดขึ้นบนใบหน้าซูบซีด รอยยิ้มที่แทบไม่ได้เห็นมาหลายวัน
เขากอดตุ๊กตาไว้แน่น เอ่ยขอบคุณเบา ๆ แล้วใช้เวลาทั้งบ่ายต่อชิ้นส่วนเล็ก ๆ อย่างตั้งใจ ของขวัญชิ้นนั้นอาจไม่มีราคา แต่สำหรับสอน มันคือความสุขเล็ก ๆ ที่ทำให้เขายิ้มได้ทั้งวันและสำหรับฉัน แค่นั้นก็มากพอแล้ว
แต่ความสุข… ก็มักจะผ่านไปไวเสมอ หลังจากวันนั้น อาการของสอนก็เริ่มทรุดลงอย่างรวดเร็ว เขาเริ่มมีไข้สูง หายใจเหนื่อยมากขึ้น และไม่ตอบสนองต่อการรักษาเหมือนก่อน หมอตัดสินใจย้ายเขาไปอยู่หอผู้ป่วยวิกฤต ก่อนที่เตียงจะถูกเข็นออกไปจากหอผู้ป่วย ฉันเดินไปอยู่ข้าง ๆ เขา แม่ของเขาก็จับมือลูกไว้แน่น น้ำตาคลอเต็มขอบตา สอนหันมามองเราทั้งคู่ แม้เสียงจะแผ่วเบา ร่างกายจะอ่อนแรงแค่ไหน แต่คำที่เขาพูดออกมาก็ยังเหมือนเดิม

“อยากกลับบ้าน”
คำสั้น ๆ อีกครั้งที่ไม่มีใครตอบได้ว่า “บ้าน” ของเขาคือที่ไหน แต่เรารู้แน่ว่าใจของเขายังคงเฝ้าฝันถึงมันอยู่ทุกวัน
หลังจากที่สอนย้ายไปอยู่หอผู้ป่วยวิกฤต ฉันก็อดเป็นห่วงเขาไม่ได้ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลคนไข้คนอื่น ๆ ในหอผู้ป่วย ฉันจึงไม่สามารถไปเยี่ยมเขาได้เหมือนเคย ทำได้เพียงถามไถ่อาการจากคุณหมอที่เดินผ่าน หรือพยาบาลประจำหอผู้ป่วยวิกฤตที่คุ้นหน้า ทุกครั้งที่ได้ยินว่า “ยังทรง ๆ” หรือ “ยังพยายามหายใจเองอยู่” ฉันก็ได้แต่พยักหน้าเบา ๆ พยายามกดความกังวลไว้ข้างใน
จนกระทั่งวันหนึ่งหมอที่ดูแลสอนเดินเข้ามาหาฉัน สีหน้าเรียบนิ่งแต่แววตาหนักอึ้ง
“สอนไม่ไหวแล้ว” คำพูดสั้น ๆ ที่ทำให้ใจฉันจมวูบลงทันที ในหัวมีแต่ภาพของเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่เคยยิ้มให้ฉันหลังได้ตุ๊กตาตัวใหญ่ ภาพของมือเล็ก ๆ ที่กอดมันแน่นราวกับไม่อยากปล่อย ภาพของดวงตาคู่นั้นที่เต็มไปด้วยคำว่า “อยากกลับบ้าน”
ในที่สุด คำอ้อนวอนเบา ๆ ที่สอนพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็กลายเป็นจริง แม่และพี่ชายเจ็บปวดแทบขาดใจ แต่ก็ยอมตัดสินใจยุติการรักษา ตัดสินใจพาสอนกลับบ้านเช่าหลังเล็ก ๆ ที่สมุทรสาคร เพียงเพื่อตอบคำขอสุดท้ายของลูกชายคนเล็ก
วันที่สอนจะได้กลับบ้าน ฉันไม่ได้เข้าเวร แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยคำพูดมากมายที่อยากบอกกับสอน จนกระทั่งพี่พยาบาลที่สนิทกับฉันได้เข้าไปเยี่ยมสอนแทน ก่อนจะวิดีโอคอลมาให้ฉันได้คุยกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย หน้าจอปรากฎภาพของเด็กชายร่างกายดูเปราะบางจนใจหาย แต่ใบหน้าของเขากลับมีรอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่ฉันไม่ได้เห็นมานาน
“สอน” ฉันทักเขาผ่านหน้าจอ เสียงสั่นเล็กน้อย “วันนี้จะได้กลับบ้านแล้วนะ สอนเป็นเด็กที่ดีมากเลยและที่ผ่านมาสอนเก่งมาก ๆ พี่ภูมิใจในตัวสอนมากเลยนะ”
เขายิ้ม… แววตาสว่างขึ้น แม้จะไม่มีแรงพูดอะไรมาก แต่แค่เพียงรอยยิ้มนั้น มันก็เหมือนคำตอบทั้งหมด เขาเข้าใจ เขารอคอย และเขากำลังจะได้กลับบ้านจริง ๆ บ้านที่ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือปลายทางของหัวใจที่อยากพักจากความเจ็บปวดทั้งหมด
เพียงหนึ่งวันหลังจากนั้น ฉันก็ได้รับข่าวว่าสอนได้จากไปอย่างสงบในช่วงเช้ามืด เขาจากไปในบ้านหลังเล็กที่สมุทรสาคร ในอ้อมกอดของแม่และพี่ชาย ในสถานที่ที่เขาเฝ้าฝันอยากกลับมาตลอด แม่ของสอนได้ฝากคำขอบคุณมาถึงทีมแพทย์ พยาบาลและทุกคนที่ช่วยดูแลสอนมาตลอด

เรื่องของสอน ทำให้ฉันตระหนักเห็นความสำคัญของการมีทีมประคับประคองมาร่วมดูแล ทำให้เข้าใจว่า การดูแลผู้ป่วยต้องรับฟังด้วยหัวใจ เข้าใจด้วยความเมตตา เพื่อให้เขาได้จบการเดินทางอย่างสงบ ด้วยศักดิ์ศรี แม้การรักษาจะไปไม่ถึงคำว่าหาย แต่การได้กลับบ้านทำให้สอนไปถึงคำว่า “สงบ” ตามที่เขาปรารถนา
ณ ที่แห่งนี้ โรงพยาบาลรามาธิบดี ความแตกต่างทางเชื้อชาติไม่มีผลต่อการรักษา ทุกชีวิตมีคุณค่า และทุกหัวใจล้วนมีความหมาย เราไม่ได้ดูแลแค่เพียงร่างกาย แต่รวมถึง จิตใจ อารมณ์ สังคมและจิตวิญญาณ เรามอบการดูแลที่ดีที่สุดให้กับทุกคน เพราะการเยียวยาที่แท้จริง ไม่มีพรมแดนใดขวางกั้น
เรื่องนี้ฉันขอมอบแด่ “สอน” เด็กชายที่ทำให้ฉันได้ใช้หัวใจฟังเสียงของผู้ป่วย และเข้าใจความรู้สึกที่ไม่อาจกล่าวเป็นคำพูดได้