Get to know “H. pylori” before becoming a victim of stomach cancer
หน้าแรก
รู้จัก “เชื้อเอชไพโลไร” ก่อนกลายเป็นเหยื่อมะเร็งกระเพาะอาหาร

รู้จัก “เชื้อเอชไพโลไร” ก่อนกลายเป็นเหยื่อมะเร็งกระเพาะอาหาร

รู้หรือไม่ว่าอาการปวดท้องเรื้อรัง หรือแสบกลางอกบ่อย ๆ อาจมีสาเหตุมาจาก “เชื้อเอชไพโลไร (H. pylori)” แบคทีเรียที่แฝงตัวอยู่ในกระเพาะอาหารโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัว เชื้อชนิดนี้เป็นสาเหตุหลักของโรคกระเพาะอาหาร และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะยาวได้อีกด้วย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเชื้อเอชไพโลไรให้มากขึ้น ตั้งแต่ต้นตอของการติดเชื้อ ไปจนถึงการตรวจ การรักษา และการป้องกันอย่างถูกวิธี

เชื้อเอชไพโลไร (H. pylori) คืออะไร ?

เชื้อเอชไพโลไร (helicobacter pylori) คือ แบคทีเรียชนิดหนึ่งที่สามารถอาศัยอยู่ในเยื่อบุของกระเพาะอาหารได้ แม้ในสภาวะที่เป็นกรดจัด แบคทีเรียชนิดนี้สามารถหลบหลีกกรดในกระเพาะได้ด้วยเอนไซม์พิเศษ ทำให้สามารถเจริญเติบโตและอาศัยอยู่ได้นานโดยไม่ถูกทำลาย เชื้อเอชไพโลไรเป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง แผลในกระเพาะ และในบางกรณีอาจนำไปสู่มะเร็งกระเพาะอาหารได้

การแพร่กระจายของเชื้อเอชไพโลไร มาจากไหน ?

การแพร่กระจายของเชื้อเอชไพโลไรเกิดได้หลายช่องทาง โดยเฉพาะจากคนสู่คนผ่านการกินสิ่งที่มีเชื้อโรคจากในกระเพาะของคนที่มีเชื้อโรคเข้าไป เช่น อาเจียน หรืออุจจาระ หากมีสุขอนามัยที่ไม่ดี เช่น การใช้ภาชนะร่วมกันโดยไม่ล้างให้สะอาด การดื่มน้ำที่ไม่สะอาด หรือการไม่ล้างมือหลังเข้าห้องน้ำ ก็มีโอกาสได้รับเชื้อได้สูง ทั้งนี้ เชื้อเอชไพโลไรสามารถติดในเด็กและอยู่ในร่างกายได้นานจนโตเป็นผู้ใหญ่โดยไม่แสดงอาการ จึงยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง

เชื้อเอชไพโลไร ก่อให้เกิดโรคอะไรบ้าง ?

เชื้อเอชไพโลไร ก่อให้เกิดโรคอะไรบ้าง ?

เมื่อเชื้อ H. pylori เข้าไปฝังตัวในกระเพาะอาหาร เชื้อจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะ ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง แผลในกระเพาะอาหาร และแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น หากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งอันตรายถึงชีวิต อีกทั้งยังก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร

ความเชื่อมโยงระหว่างเชื้อเอชไพโลไร กับมะเร็งกระเพาะอาหาร

องค์การอนามัยโลกจัดให้เชื้อ H. pylori เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร เชื้อชนิดนี้จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในเยื่อบุและเปลี่ยนแปลงเซลล์เยื่อบุจนกลายเป็นเซลล์ผิดปกติ หากเป็นเรื้อรังนานหลายปี โอกาสที่จะกลายเป็นมะเร็งก็เพิ่มขึ้น ยิ่งถ้ามีปัจจัยร่วมอื่น เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ตรวจหาเชื้อเอชไพโลไรได้อย่างไร ?

ปัจจุบันสามารถตรวจหาเชื้อ H. pylori ได้หลายวิธี เช่น 

  • การทดสอบลมหายใจ (urea breath test) ซึ่งสะดวกและแม่นยำ
  • การตรวจอุจจาระเพื่อหาแอนติเจนของเชื้อ
  • การตรวจเลือดเพื่อดูแอนติบอดี
  • การส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อตัดชิ้นเนื้อไปตรวจโดยตรง 

วิธีใดเหมาะสมที่สุดขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรง และคำแนะนำของแพทย์ การตรวจพบเชื้อได้เร็วมีส่วนสำคัญในการรักษาและป้องกันโรคแทรกซ้อนในระยะยาว

วิธีรักษา

การรักษา H. pylori ต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกันอย่างน้อย 2 ชนิด ควบคู่กับยาลดกรดในกระเพาะอาหาร เพื่อช่วยให้สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ ระยะเวลาการรักษามักใช้ประมาณ 10-14 วัน หากรักษาไม่ครบ หรือเชื้อดื้อยา อาจต้องเปลี่ยนสูตรการรักษาใหม่ ในบางกรณีแพทย์อาจนัดตรวจซ้ำหลังรักษาเพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อหมดแล้ว และไม่เสี่ยงกลับมาเป็นอีก

ปรับพฤติกรรม ลดเสี่ยงติดเชื้อเอชไพโลไร

การป้องกันการติดเชื้อ H. pylori ทำได้โดยเริ่มจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น 

  • ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังใช้ห้องน้ำ 
  • หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ล้าง 
  • บริโภคน้ำและอาหารที่ปรุงสุกใหม่ 
  • ดูแลสุขอนามัยในครัวเรือน 
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่หมักดองหรือเผ็ดจัดบ่อย ๆ ก็ช่วยลดการระคายเคืองกระเพาะได้เช่นกัน

ใครบ้างที่ควรตรวจหาเชื้อเอชไพโลไร เป็นพิเศษ ?

กลุ่มที่ควรตรวจหาเชื้อ H. pylori ได้แก่ 

  • ผู้ที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ อาเจียน หรือจุกแน่นบ่อย ๆ 
  • ผู้ที่เคยเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีประวัติมะเร็งกระเพาะในครอบครัว 
  • ผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไปที่มีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินอาหาร 

การตรวจแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายและวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เชื้อเอชไพโลไรแม้จะเป็นแบคทีเรียเล็ก ๆ แต่มีอิทธิพลต่อสุขภาพกระเพาะอาหารของเรามากกว่าที่คิด หากละเลย อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่างมะเร็งกระเพาะอาหารได้ การใส่ใจพฤติกรรมสุขอนามัย การสังเกตอาการผิดปกติ และการเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะช่วยให้คุณป้องกันและดูแลสุขภาพทางเดินอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ข้อมูลโดย

รศ. นพ.ไชยรัตน์ ทรัพย์สมุทรชัย
สาขาวิชาทางเดินอาหารและศัลยศาสตร์ทั่วไป ภาควิชาศัลยศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

คลิกชมคลิปรายการ “พบหมอรามาฯ: เชื้อเอสไพโลไร แบคทีเรียเหตุโรคกระเพาะอาหาร สู่มะเร็ง” ได้ที่นี่

 

ติดตาม Rama Channel เพื่อรับข้อมูลด้านสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่ 

Website Ramathibodi: https://www.rama.mahidol.ac.th/
Youtube: RAMA Channel
Facebook: รามาแชนแนล Rama Channel
LINE: Ramathibodi
Tiktok: ramachanneltv รามาแชนแนล ช่องของคนรักสุขภาพ

RAMA Channel

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามัวตอนแก่ ไม่ใช่แค่ต้อกระจก! ระวัง “โรคจุดรับภาพเสื่อมในผู้สูงอายุ
ตามัวในผู้สูงอายุอาจไม่ใช่แค่ต้อกระจก แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคจุดรับภาพเสื่อม ซึ่งกระทบการมองเห็นส่วนกลางอย่างรุนแรง รู้ทันอาการและรีบตรวจตาก่อน
บทความสุขภาพ
02-02-2026

0

ยาคาร์โบซิสเทอีน (Carbocysteine) ตัวยาบรรเทาอาการไอ ละลายเสมหะ
Carbocysteine คือยาละลายเสมหะที่ช่วยลดความเหนียวของเสมหะ บรรเทาอาการไอและช่วยให้ขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้น รู้วิธีใช้ ข้อควรระวัง
บทความสุขภาพ
27-01-2026

0

Pap Smear ตรวจภายใน ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด!
Pap Smear คือการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ใช้เวลาไม่นานและไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ช่วยตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก ป้องกันโรคร้าย
บทความสุขภาพ
26-01-2026

0

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ปล่อยไว้ เสี่ยงอัมพาตไม่รู้ตัว
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหากปล่อยไว้อาจทำให้เส้นประสาทถูกทำลาย เกิดอ่อนแรง ชาเรื้อรัง หรือทุพพลภาพระยะยาว รู้สัญญาณเตือนและรีบรักษา
บทความสุขภาพ
24-01-2026

1