ปวดศีรษะไมเกรน-สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
หน้าแรก
ปวดศีรษะไมเกรน: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

ปวดศีรษะไมเกรน: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

อาการปวดศีรษะจากไมเกรน (Migraine) เป็นภาวะที่พบได้บ่อย มักเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรังเป็นแรมปี พบได้ในคนทุกวัย พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย แม้ว่าไมเกรนจัดเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่สร้างความรำคาญ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หลายคนอาจมองข้ามสัญญาณเตือนของไมเกรน หรือคิดว่าแค่พักผ่อนเดี๋ยวก็หาย แต่ความจริงแล้ว หากปล่อยไว้นานโดยไม่ดูแลอย่างถูกวิธี อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นและกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังได้ ในบทความนี้ เราจะพามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับไมเกรน สาเหตุ อาการ ปัจจัยกระตุ้น วิธีป้องกัน และแนวทางดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี เพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ แม้ต้องเผชิญกับโรคนี้

ปวดศีรษะไมเกรน คืออะไร ?

ปวดศีรษะไมเกรน คืออะไร ?

ไมเกรน (migraine) เป็นอาการปวดศีรษะชนิดปฐมภูมิ (primary headache) ที่มีลักษณะเฉพาะ คือ ปวดเป็นจังหวะ “ตุบ ๆ” มักเกิดที่ศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง หรืออาจสลับข้างได้ในบางราย ความรุนแรงของอาการอยู่ในระดับปานกลางถึงรุนแรง และอาจรบกวนการดำเนินกิจวัตรประจำวัน อาการมักเกิดเป็นระยะ ๆ หรือเป็นรอบ ๆ 

สาเหตุของไมเกรน

กลไกการเกิดไมเกรนยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่ามีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงในการทำงานของสมองส่วนของเปลือกสมองและก้านสมอง ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง เช่น ซีโรโทนิน เป็นต้น

แม้ว่าไมเกรนจะไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้ แต่มี “ตัวกระตุ้น” ที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งแต่ละคนอาจมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป และมีได้หลายอย่าง เช่น

  • พฤติกรรมการนอน การนอนหลับไม่เพียงพอ หรือนอนมากเกินไป อาจกระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้
  • ความเครียดและอารมณ์ สภาวะทางอารมณ์ เช่น ความวิตกกังวล ความเครียดสะสม หรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างฉับพลัน
  • อาหารบางชนิด ได้แก่ ช็อกโกแลต ชีส กล้วย สารให้ความหวาน คาเฟอีน หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • สภาพแวดล้อม เช่น แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นฉุน หรืออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะในช่วงรอบเดือน หรือการใช้ยาคุมกำเนิด
  • การใช้สายตาเพ่ง เป็นระยะเวลานาน เช่น จอคอมพิวเตอร์ เย็บผ้า เป็นต้น

อาการปวดศีรษะไมเกรน เป็นอย่างไร

มักมีอาการกำเริบเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดแบบ “ตุบ ๆ” เข้ากับจังหวะการเต้นของหัวใจที่บริเวณขมับข้างใดข้างหนึ่ง อาจปวดสลับข้างหรือปวดทั้ง 2 ข้าง อาการปวดมักจะรุนแรงขึ้นหากมีการขยับตัว เดิน หรือออกกำลังกาย และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ไวต่อแสง เสียง หรือกลิ่น

บางรายอาจมีอาการเตือน (aura) ก่อนมีอาการปวดไมเกรน เช่น มองเห็นแสงวาบ จุดดำ เส้นซิกแซก หรือมีอาการชารอบปากหรือแขนขา ซึ่งอาการเตือนเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่นานนัก แล้วตามด้วยอาการปวดศีรษะ

ระยะเวลาในการปวดไมเกรนแตกต่างกันไป บางรายอาจปวดแค่ 4 ชั่วโมง ในขณะที่บางรายอาจปวดได้นานถึง 3 วัน หลังจากอาการปวดผ่านไป ผู้ป่วยมักจะรู้สึกอ่อนเพลียและต้องการพักผ่อน

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคไมเกรน

แม้ว่าไมเกรนจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในบางราย แต่การดูแลและป้องกันสามารถช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการได้ ดังนี้

  • นอนหลับให้เพียงพอ ควรนอนอย่างสม่ำเสมอ วันละ 6-8 ชั่วโมง
  • กินอาหารให้ตรงเวลา ไม่ปล่อยให้หิว หรือกินมากเกินไป
  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นอาการ เช่น ช็อกโกแลต กาเฟอีน หรืออาหารหมักดอง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยลดความเครียดและปรับสมดุลของร่างกาย
  • จัดการกับความเครียด หาวิธีผ่อนคลายจิตใจ เช่น ฟังเพลง เดินเล่น หรือทำสมาธิ
  • เลี่ยงแสงจ้าและเสียงดัง หากรู้ว่าตัวเองไวต่อสิ่งเหล่านี้
  • จดบันทึกอาการและปัจจัยกระตุ้น เพื่อหาสาเหตุและแนวทางป้องกันเฉพาะตัว

หากปฏิบัติตามนี้อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดโอกาสเกิดไมเกรนซ้ำและควบคุมอาการได้ดีขึ้น

การดูแลตัวเองเมื่อเกิดอาการไมเกรน

เมื่อเริ่มมีอาการไมเกรน ควรดูแลตัวเองดังนี้

  1. หยุดพักและนอนในห้องที่มืด เงียบ และอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและลดการกระตุ้นอาการ
  2. ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้น
  3. ประคบเย็นที่ศีรษะหรือต้นคอ สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้
  4. กินยาแก้ปวดไมเกรนตามที่แพทย์แนะนำ ไม่ควรซื้อยากินเองบ่อย ๆ เพราะอาจมีผลข้างเคียงและเกิดภาวะปวดหัวจากการใช้ยาเกินขนาด
  5. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา หรือมีเสียงดัง เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นมือถือ
  6. หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการผิดปกติ เช่น แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก พูดไม่ชัด ควรรีบพบแพทย์ทันที

การดูแลตัวเองเมื่อเกิดไมเกรนอย่างถูกวิธี จะช่วยให้อาการบรรเทาลงเร็วขึ้นและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

เมื่อไรควรพบแพทย์

เมื่อไรควรพบแพทย์

ไมเกรนอาจเริ่มจากอาการเล็ก ๆ แต่หากปล่อยไว้ อาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันจนเกิดปัญหาสุขภาพจิต และประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จึงควรพบแพทย์ทันทีหากมีสัญญาณเหล่านี้

  • ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันหรือแตกต่างจากเดิม
  • ปวดศีรษะบ่อยครั้งเกินเดือนละ 2 ครั้ง
  • ใช้ยาแก้ปวดบ่อยจนไม่ได้ผล
  • มีอาการทางระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรง พูดลำบาก หรือหมดสติ
  • อาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะปรับพฤติกรรมหรือใช้ยาแล้ว

แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติม เช่น CT scan หรือ MRI เพื่อแยกสาเหตุอื่นที่อันตราย เช่น เลือดออกในสมอง เนื้องอก หรือความผิดปกติของหลอดเลือด

ไมเกรนไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยหรือแค่ “ปวดศีรษะ” ธรรมดา แต่เป็นโรคที่ต้องการการดูแลและความเข้าใจอย่างถูกต้อง หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการคล้ายไมเกรน อย่าปล่อยปละละเลย หรือรอให้หายเอง ควรหมั่นสังเกตอาการ หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ดูแลสุขภาพกายและใจ และพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติหรือรุนแรงขึ้น การป้องกันและดูแลที่ถูกต้อง จะช่วยให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข แม้ต้องอยู่กับไมเกรนก็ตาม

 

ข้อมูลจาก

ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.ปิยวดี ทองยศ
สาขาวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ติดตาม Rama Channel เพื่อรับข้อมูลด้านสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่ 

Website Ramathibodi: https://www.rama.mahidol.ac.th/
Youtube: RAMA Channel
Facebook: รามาแชนแนล Rama Channel
LINE: Ramathibodi
Tiktok: ramachanneltv รามาแชนแนล ช่องของคนรักสุขภาพ

RAMA Channel

บทความที่เกี่ยวข้อง

Tranexamic acid จาก ยาห้ามเลือด สู่ ยาแก้ฝ้า สิ่งที่ต้องรู้ก่อนใช้!
Tranexamic acid จากยาห้ามเลือดถูกนำมาใช้ลดฝ้าได้จริง แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธี รู้กลไกการออกฤทธิ์ ข้อควรระวัง และใครบ้างที่ไม่ควรใช้ก่อนตัดสินใจ
บทความสุขภาพ
12-01-2026

0

Fracture กระดูกหัก
Fracture คือภาวะกระดูกหักที่เกิดได้จากอุบัติเหตุหรือการหกล้ม รู้สัญญาณสำคัญ วิธีสังเกตอาการ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ช่วยลดความเจ็บ
บทความสุขภาพ
05-01-2026

0

Heart Rate อัตราการเต้นของหัวใจ สำคัญอย่างไรต่อสุขภาพ ?
Heart Rate หรืออัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพ ช่วยบอกความฟิตของร่างกายและความเสี่ยงโรคหัวใจ รู้ค่าปกติและวิธีดูแลให้หัวใจ
บทความสุขภาพ
29-12-2025

0

ขาโก่ง เกิดจากอะไร รู้ก่อนสาย ป้องกันได้ตั้งแต่เด็ก
ขาโก่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งพันธุกรรม ขาดวิตามินดี หรือท่าทางการเดินที่ผิด รู้ทันตั้งแต่เด็กช่วยป้องกันและแก้ไขได้ก่อนกระทบการเจริญเติบโต
บทความสุขภาพ
24-12-2025

1