ขาโก่ง ไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง แต่ยังอาจบ่งบอกถึงปัญหากระดูกหรือพัฒนาการที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่กระดูกยังเจริญไม่เต็มที่ หากรู้เท่าทันตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถป้องกันและแก้ไขได้ ก่อนจะกลายเป็นปัญหาทางเดินหรือปวดข้อในระยะยาว
สรุปข้อมูลสำคัญ
- ชื่อทางการแพทย์ : Genu Varum หรือ Bow legs
- สาเหตุหลัก : พันธุกรรม การขาดวิตามินดี โรคกระดูกอ่อน (rickets) หรือพฤติกรรมยืน/เดินผิดท่า
- พบบ่อยใน : เด็กวัยหัดเดิน และผู้ใหญ่ที่มีภาวะเสื่อมของข้อเข่า
- อาการที่ควรระวัง : ขาห่างผิดปกติ ปวดเข่า เดินผิดรูป หรือขาไม่เท่ากัน
- แนวทางรักษา : ปรับพฤติกรรม กายภาพบำบัด ใส่อุปกรณ์พยุง หรือผ่าตัดในกรณีรุนแรง
- อัปเดตล่าสุด : 9 ตุลาคม 2025
- แหล่งอ้างอิง : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ขาโก่ง คืออะไร
ขาโก่ง (Bow Legs) คือ ภาวะที่กระดูกขามีลักษณะโค้งออกด้านนอก ทำให้เมื่อยืนให้เท้าชิดกันแล้ว หัวเข่าทั้งสองข้างไม่สามารถแตะกันได้ รูปทรงของขาจะคล้ายตัวอักษร “O” ภาวะนี้พบได้ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ แต่สาเหตุและความเสี่ยงอาจแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย
ขาโก่งในเด็กเล็ก
ทารกและเด็กวัยหัดเดินมักมีขาโก่งอยู่บ้างเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากกระดูกและกล้ามเนื้อยังพัฒนาไม่เต็มที่ รวมถึงท่าทางการเดินที่ยังไม่นิ่ง เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น ขาจะค่อย ๆ ปรับตรงขึ้นเองประมาณอายุ 2–3 ปี หากเลยวัยนี้แล้วยังมีความโก่งให้เห็นชัดเจน หรือมีความผิดปกติเพิ่มขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติ เช่น โรคกระดูกอ่อน (Rickets) หรือโครงสร้างกระดูกที่ผิดไปจากปกติ
ขาโก่งในผู้ใหญ่
ในผู้ใหญ่ ภาวะขาโก่งมักทำให้เกิดผลกระทบมากกว่าเด็ก เนื่องจากแนวกระดูกที่ไม่สมดุลอาจทำให้เกิดแรงกดที่ข้อเข่าด้านในมากผิดปกติ ส่งผลให้มีอาการปวดเข่า ปวดน่อง หรือเมื่อยล้าขณะเดินหรือยืนนาน ๆ คนที่มีความโก่งมากอาจเดินผิดรูป เดินขาถ่าง หรือเสียสมดุลง่ายขึ้น และยังเสี่ยงต่อการเกิดข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าคนทั่วไป
ขาโก่ง เกิดจากอะไร
ภาวะขาโก่ง สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยแตกต่างกันไปตามช่วงวัยและพฤติกรรมของแต่ละคน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น ขาโก่งตามธรรมชาติ และขาโก่งจากมีพยาธิสภาพ
สาเหตุขาโก่งในเด็ก
ในเด็กเล็ก ภาวะขาโก่งมักเกิดจาก กระดูกที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ โดยเฉพาะช่วงอายุ 1–2 ปี ซึ่งเป็นวัยหัดเดิน เด็กจะเริ่มใช้ขารับน้ำหนักมากขึ้น ทำให้กระดูกที่ยังอ่อนอยู่เกิดการโค้งได้ง่าย ภาวะนี้ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ หายไปเองเมื่อโตขึ้น แต่หากขาโก่งมากขึ้นหรือไม่ดีขึ้นหลังอายุ 3 ปี อาจเป็นสัญญาณของภาวะผิดปกติ เช่น
- โรคทางพันธุกรรม
- ขาดวิตามินดี
- โรค Rickets
- แผ่นการเจริญเติบโตทำงานผิดปกติ
- กระดูกขาไม่ครบ
สาเหตุขาโก่งในผู้ใหญ่
ในผู้ใหญ่ ภาวะขาโก่งมักเกี่ยวข้องกับ โครงสร้างกระดูกและข้อเข่า เช่น
- ข้อเข่าเสื่อม ทำให้แนวกระดูกขาผิดไปจากเดิม
- เส้นเอ็นบาดเจ็บเรื้อรังหรือกระดูกหักผิดรูปในอดีต ทำให้แนวรับน้ำหนักผิดปกติและขาโก่งตามมา
- โรคแพ้ภูมิหรือไขข้ออักเสบ ทำให้มีการอักเสบ ผิวข้อถูกทำลาย ทำให้เข่าเสื่อมและขาโก่งตามมา
ไม่ว่าขาโก่งจะเกิดจากสาเหตุใด หากเริ่มมีอาการปวด เดินผิดรูป หรือขาไม่เท่ากัน ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะการรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้แนวกระดูกกลับมาใกล้เคียงปกติได้ง่ายกว่าการปล่อยทิ้งไว้นานค่ะ
การแก้ไขและป้องกัน
ในเด็ก ต้องแก้ตามสาเหตุ ส่วนใหญ่สามารถสังเกตอาการได้ แนะนำปรึกษาหมอกระดูกและข้อด้านเด็ก อาจต้องมีการใส่เฝือกหรือดามเข่าเพื่อป้องกันไม่ให้โก่งมากขึ้น หรือดัดให้ตรงมากขึ้น ผ่าตัดกรณีจำเป็น
ในผู้ใหญ่ ปรับพฤติกรรม ออกกำลังกาย เน้นการฝึกกล้ามเนื้อต้นขา ใช้อุปกรณ์พยุง เช่น สนับเข่า ไม่แนะนำให้ใส่ต่อเนื่อง อาจใช้ช่วยเวลายืนหรือเดินต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะรักษาโดยการผ่าตัดกรณีมีอาการรบกวนการทำกิจกรรมหรือใช้ชีวิตประจำวัน และมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น ข้อเข่าเสื่อม หมอนรองกระดูกฉีกขาด ข้อเข่าไม่มั่นคง หรือเส้นเอ็นหลวม
ขาโก่งในเด็กและผู้ใหญ่แตกต่างกันหรือไม่
แตกต่างกันในด้านสาเหตุและแนวทางรักษา
- ในเด็ก : ส่วนใหญ่เกิดจากพัฒนาการของกระดูก ยังไม่ถือว่าผิดปกติ เว้นแต่จะไม่ดีขึ้นหลังอายุ 3 ปี
- ในผู้ใหญ่ : มักเกิดจากการเสื่อมของข้อเข่า บาดเจ็บเส้นเอ็นเรื้อรังหรือกระดูกหักติดผิดรูปในอดีต ทำให้แนวรับน้ำหนักผิดปกติและขาโก่งตามมา โรคแพ้ภูมิหรือไขข้ออักเสบทำให้มีการอักเสบผิวข้อถูกทำลาย เข่าเสื่อมและโก่งตามมาได้
ขาโก่งมีผลต่อการใช้ชีวิตอย่างไร
- ผลกระทบทางร่างกาย เมื่อขาโก่ง แนวกระดูกขาจะเบี่ยงออก ทำให้ แรงกดทับกระจุกตัวบริเวณด้านในของข้อเข่า มากกว่าปกติ ส่งผลให้กระดูกอ่อนบริเวณนั้นสึกหรอเร็วกว่าปกติ และอาจนำไปสู่ โรคข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย ได้ในอนาคต นอกจากนี้ ผู้ที่ขาโก่งมักมีแนวกระดูกสันหลังและเชิงกรานที่ทำงานไม่สมดุล ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดเอว หรือเดินแล้วเมื่อยข้างเดียวบ่อย ๆ รวมถึงบางรายอาจเกิดอาการเท้าแบนจากการรับน้ำหนักไม่เท่ากัน
- ผลกระทบทางจิตใจและการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับหลายคน โดยเฉพาะในวัยรุ่นหรือวัยทำงาน ภาวะขาโก่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจในรูปร่าง เพราะขาดูไม่ตรงหรือไม่สมส่วน ทำให้ไม่กล้าใส่กางเกงขาสั้นหรือกระโปรง นอกจากนี้ ผู้ที่ขาโก่งรุนแรงอาจเดินผิดรูป เดินสะดุด หกล้มง่าย หรือรู้สึกไม่คล่องตัวในการออกกำลังกาย ทำให้กิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น เดิน วิ่ง หรือขึ้นลงบันได กลายเป็นเรื่องยากขึ้น
- ผลระยะยาว หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา ภาวะขาโก่งอาจนำไปสู่การเสื่อมของข้อเข่าเรื้อรัง ปวดข้อบ่อย หรือแม้แต่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในอนาคต ดังนั้น การตรวจและดูแลตั้งแต่ช่วงวัยเด็กหรือช่วงที่เริ่มมีอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
ขาโก่งเป็นภาวะที่หากตรวจพบและดูแลตั้งแต่ต้นสามารถแก้ไขได้ ไม่เพียงช่วยให้รูปร่างดูสมส่วน แต่ยังลดความเสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อมในอนาคต การสังเกตและดูแลพฤติกรรมตั้งแต่วัยเด็กคือกุญแจสำคัญของการป้องกัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับขาโก่ง
Q1: เด็กขาโก่งเองจะหายไหม?
A: เด็กส่วนใหญ่จะหายเองเมื่ออายุประมาณ 2–3 ปี หากไม่ดีขึ้นหลังจากนั้นควรพาไปพบแพทย์
Q2: ขาโก่งต้องผ่าตัดทุกกรณีไหม?
A: ไม่จำเป็น ส่วนใหญ่จะผ่าตัดกรณีที่มีอาการรบกวนการทำกิจกรรมหรือการใช้ชีวิตประจำวัน และรักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัดแล้วไม่ดีขึ้น
Q3: การออกกำลังกายช่วยได้ไหม?
A: การออกกำลังกายช่วยได้โดยการยืดเส้นและออกกำลังกายกล้ามเนื้อหลังสะโพกและต้นขา
Q4: ผู้ใหญ่ที่ขาโก่งแล้วจะกลับมาตรงได้ไหม?
A: ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ขาจะไม่กลับมาตรงตามเดิม แต่สามารถดูแลป้องกันไม่ให้โก่งมากขึ้นและไม่มีอาการได้
ข้อมูลโดย
อ. นพ.ธิติพล วนิชชานนท์
ศัลยกรรมกระดูกและข้อ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาปัญหาสุขภาพ โทร 0 2201 1000 หรือ 0 2200 3000
คลิกชมคลิป “ลัดคิวหมอ – #ขาโก่ง ผิดรูปร่าง หรือสัญญาณโรค ? ได้ที่นี่
ติดตาม Rama Channel เพื่อรับข้อมูลด้านสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่
Website Ramathibodi: https://www.rama.mahidol.ac.th/
Youtube: RAMA Channel
Facebook: รามาแชนแนล Rama Channel
LINE: Ramathibodi
TikTok: ramachanneltv รามาแชนแนล ช่องของคนรักสุขภาพ









