ทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการคัน จากผื่นแพ้เหงื่อ
หน้าแรก
ทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการคัน จากผื่นแพ้เหงื่อ ?

ทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการคัน จากผื่นแพ้เหงื่อ ?

ผื่นแพ้เหงื่อ เป็นภาวะที่หลายคนคุ้นเคย โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนหรือหลังออกกำลังกายที่ร่างกายมีเหงื่อออกมาก ผิวหนังอาจเกิดการคัน แดง หรือเป็นผื่นเล็ก ๆ ที่สร้างความรำคาญและกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หากละเลยการดูแล อาจนำไปสู่การติดเชื้อหรือทำให้เกิดอาการรุนแรงได้

บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักผื่นแพ้เหงื่ออย่างละเอียด ทั้งอาการที่ควรระวัง สาเหตุที่ทำให้เกิด ปัจจัยเสี่ยง วิธีป้องกัน แนวทางการดูแลเบื้องต้น รวมถึงสัญญาณที่บอกว่าควรไปพบแพทย์ เพื่อให้รับมือกับปัญหาผิวหนังนี้ได้อย่างถูกวิธีและปลอดภัย

ผื่นแพ้เหงื่อ คืออะไร ?

ผื่นแพ้เหงื่อ คืออะไร ?

ผื่นแพ้เหงื่อ เกิดจากโรคที่เรียกว่า แพ้เหงื่อตัวเอง (Cholinergic Urticaria) เป็นภาวะที่ผิวหนังเกิดอาการคันหรือเป็นผื่นคล้ายลมพิษหลังจากที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น เช่น จากการออกกำลังกาย สภาพอากาศร้อน หรือความรู้สึกตื่นเต้น

โดยทั่วไปอาการมักจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีหลังจากเหงื่อออก และสามารถหายได้เองภายใน 30 นาทีถึงภายใน 1 ชั่วโมง ลักษณะผื่นอาจเป็นจุดแดงเล็ก ๆ หรือตุ่มลมพิษที่มักพบบริเวณหน้าผาก คอ รักแร้ หรือข้อพับต่าง ๆ

ผื่นแพ้เหงื่อมีอาการอย่างไร ?

อาการของผื่นแพ้เหงื่อมักปรากฏหลังจากร่างกายมีเหงื่อออก โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการเสียดสีหรืออับชื้น อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ผื่นแดงหรือเป็นตุ่มเล็ก ๆ กระจายเป็นหย่อม
  • รู้สึกคัน แสบร้อน หรือระคายเคืองผิวหนัง
  • อาจมีอาการบวมเล็กน้อยในบางจุด
  • หากเกาบ่อยอาจมีรอยถลอกและเสี่ยงติดเชื้อ

ผื่นมักขึ้นตามบริเวณซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวนม หลัง หรือหน้าท้อง ทั้งนี้อาการมักจะดีขึ้นเมื่อหยุดกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกและทำความสะอาดผิว แต่ในบางรายที่มีผิวแพ้ง่าย อาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่าผื่นจะหายไป ซึ่งหากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างถูกวิธี

สาเหตุที่ทำให้เกิดผื่นแพ้เหงื่อ ?

สาเหตุที่ทำให้เกิดผื่นแพ้เหงื่อ ?

สาเหตุหลักของผื่นแพ้เหงื่อมักเกี่ยวข้องกับการที่ผิวหนังสัมผัสเหงื่อในปริมาณมากจนเกิดการระคายเคือง โดยมีปัจจัยร่วมดังนี้

  • เหงื่อสะสมบนผิว เหงื่อที่ไม่ถูกซับหรือเช็ดออกทำให้เกิดความอับชื้น
  • การเสียดสี เสื้อผ้าที่แน่นหรือเนื้อผ้าไม่ระบายอากาศ ทำให้ผิวเสียดสีกับเหงื่อ
  • อากาศร้อนและความชื้นสูง กระตุ้นให้ร่างกายขับเหงื่อมากขึ้น
  • ผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย ผู้ที่มีโรคผิวหนัง เช่น ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จะมีความเสี่ยงสูง

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นผื่นแพ้เหงื่อได้ง่าย ?

  • ผู้ที่มีผิวบอบบาง เช่น เด็กเล็กหรือผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย
  • ผู้ที่มีโรคผิวหนังเรื้อรัง อย่างผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือโรคผิวหนังอักเสบ
  • ผู้ที่ออกกำลังกายหรือทำงานกลางแจ้งบ่อย ที่ต้องเผชิญเหงื่อและความร้อนเป็นประจำ
  • ผู้ที่ใส่เสื้อผ้าแน่นหรือไม่ระบายอากาศ
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในสภาพอากาศร้อนชื้น
  • ผู้ที่เป็นโรคหืด

แม้คนทั่วไปก็สามารถเกิดผื่นแพ้เหงื่อได้หากอยู่ในสภาวะที่เอื้อต่อการระคายเคืองผิว แต่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ควรให้ความสำคัญกับการดูแลและป้องกันมากเป็นพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผื่นที่อาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

เราจะป้องกันผื่นแพ้เหงื่อได้อย่างไร ?

การป้องกันผื่นแพ้เหงื่อทำได้ไม่ยาก เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและใส่ใจการดูแลผิวดังนี้

  • อาบน้ำหรือเช็ดตัวหลังเหงื่อออกทันที เพื่อป้องกันการสะสมของเหงื่อ
  • เลือกใส่เสื้อผ้าที่โปร่ง ระบายอากาศดี และหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่รัดแน่น
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวอ่อนโยน หลีกเลี่ยงสบู่หรือครีมที่มีสารระคายเคือง
  • ทาโลชันหรือครีมบำรุงผิว เพื่อให้ผิวแข็งแรงและไม่แห้งแตกง่าย
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงอากาศร้อนจัด

การป้องกันที่สำคัญคือการรักษาผิวให้สะอาดและชุ่มชื้นอยู่เสมอ หากรู้ตัวว่าเป็นคนผิวแพ้ง่าย ก็ควรใส่ใจเรื่องการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อ่อนโยนและเหมาะสม

เมื่อเกิดผื่นแพ้เหงื่อแล้ว ควรทำอย่างไร ?

เมื่อเกิดผื่นแพ้เหงื่อ สิ่งแรกที่ควรทำคือหยุดกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกและรีบทำความสะอาดผิวด้วยน้ำสะอาดหรือสบู่อ่อน ๆ จากนั้นซับผิวให้แห้งและทาครีมบำรุงผิวเพื่อลดการระคายเคือง หากอาการคันมากสามารถใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารลดอาการคัน เช่น คาลาไมน์ โลชัน

ควรหลีกเลี่ยงการเกาผื่น เพราะจะทำให้ผิวถลอกและเสี่ยงติดเชื้อได้ หากผื่นมีอาการบวมแดงหรือเจ็บ อาจใช้การประคบเย็นช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ถ้าผื่นไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน หรือมีอาการรุนแรง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับยาลดการอักเสบหรือยาต้านภูมิแพ้ตามความเหมาะสม การดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่แรกเริ่มจะช่วยให้ผื่นหายเร็วขึ้นและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

เมื่อไรควรไปพบแพทย์ ?

แม้ผื่นแพ้เหงื่อมักไม่ใช่โรครุนแรง แต่มีบางกรณีที่ควรไปพบแพทย์ ได้แก่

  • ผื่นไม่หายภายใน 3–5 วันแม้จะดูแลเบื้องต้นแล้ว
  • มีอาการรุนแรง เช่น ผื่นบวมแดงมาก เจ็บปวด หรือมีหนอง
  • มีไข้ร่วมกับอาการผื่น
  • ผื่นลุกลามไปทั่วร่างกาย
  • เกิดซ้ำบ่อยจนรบกวนการใช้ชีวิต

ผื่นแพ้เหงื่อ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นของบ้านเรา แม้ไม่ใช่โรคอันตราย แต่สร้างความรำคาญและอาจนำไปสู่การติดเชื้อหากดูแลไม่ถูกต้อง การรู้จักอาการ สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง วิธีป้องกัน และแนวทางการดูแลเบื้องต้น จะช่วยให้เรารับมือกับผื่นแพ้เหงื่อได้อย่างมั่นใจ และหากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

ข้อมูลโดย

อ. พญ.สัญชวัล วิทยากรฤกษ์
สาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้ป่วยนอกเด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ติดตาม Rama Channel เพื่อรับข้อมูลด้านสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่ 

Website Ramathibodi: https://www.rama.mahidol.ac.th/
Youtube: RAMA Channel
Facebook: รามาแชนแนล Rama Channel
LINE: Ramathibodi
TikTok: ramachanneltv รามาแชนแนล ช่องของคนรักสุขภาพ

RAMA Channel

บทความที่เกี่ยวข้อง

Tranexamic acid จาก ยาห้ามเลือด สู่ ยาแก้ฝ้า สิ่งที่ต้องรู้ก่อนใช้!
Tranexamic acid จากยาห้ามเลือดถูกนำมาใช้ลดฝ้าได้จริง แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธี รู้กลไกการออกฤทธิ์ ข้อควรระวัง และใครบ้างที่ไม่ควรใช้ก่อนตัดสินใจ
บทความสุขภาพ
12-01-2026

0

Fracture กระดูกหัก
Fracture คือภาวะกระดูกหักที่เกิดได้จากอุบัติเหตุหรือการหกล้ม รู้สัญญาณสำคัญ วิธีสังเกตอาการ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ช่วยลดความเจ็บ
บทความสุขภาพ
05-01-2026

0

Heart Rate อัตราการเต้นของหัวใจ สำคัญอย่างไรต่อสุขภาพ ?
Heart Rate หรืออัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพ ช่วยบอกความฟิตของร่างกายและความเสี่ยงโรคหัวใจ รู้ค่าปกติและวิธีดูแลให้หัวใจ
บทความสุขภาพ
29-12-2025

0

ขาโก่ง เกิดจากอะไร รู้ก่อนสาย ป้องกันได้ตั้งแต่เด็ก
ขาโก่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งพันธุกรรม ขาดวิตามินดี หรือท่าทางการเดินที่ผิด รู้ทันตั้งแต่เด็กช่วยป้องกันและแก้ไขได้ก่อนกระทบการเจริญเติบโต
บทความสุขภาพ
24-12-2025

1