จากกรณีที่มีการวินิจฉัยโรคผิดว่าคนไข้ป่วยเป็นผู้ติดเชื้อ HIV มากว่า 10 ปี กระทั่งมาตรวจพบภายหลังว่าผู้ป่วยคนดังกล่าวไม่ได้มีเชื้อ HIV อยู่เลย ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วยอย่างร้ายแรงที่ต้องใช้ชีวิตในฐานะผู้ติดเชื้อมาโดยตลอด หากลองสืบค้นดูให้ดีจะพบว่านี่ไม่ใช่เคสแรก เมื่อความผิดพลาดในกรณีแบบนี้ก็เคยมีมาแล้ว ทำให้เกิดคำถามในสังคมอยู่ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้คือความสะเพร่าหรือแพทย์หวังผลประโยชน์อะไรในตัวคนไข้หรือเปล่า วันนี้ทางเราจึงขออาสานำจริยธรรมการแพทย์มาเปิดเผยเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน
หากพูดถึงผลกระทบที่เกิดจากการวินิจฉัยผิดของแพทย์ จะพบว่า
มีความเสียหายเกิดขึ้นต่อชีวิตและร่างกายมนุษย์อย่างรุนแรง อีกทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อสภาพจิตใจ ที่มาจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ผิดปกติจากคนทั่วไป หรือการใช้ชีวิตในฐานะผู้ป่วย ยิ่งถ้าถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายโดยเฉพาะโรคติดต่ออย่างเช่นการติดเชื้อ HIV ยิ่งทำให้คนไข้ใช้ชีวิตได้ยากลำบาก
ในความเป็นจริงแล้วทางการแพทย์ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์
ทุกอย่างไม่สามารถฟันธงได้ และโอกาสผิดพลาดในการวินิจฉัยสามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน โดยในการตรวจวินิจฉัยโรคนั้น แพทย์จะทำการสังเกตอาการคนไข้ร่วมกับการตรวจร่างกายและใช้ความรู้ที่ตัวเองมีในการวินิจฉัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องพิจารณาว่าแพทย์รักษาตามมาตรฐานของวิชาชีพหรือไม่ อย่างเช่นการพิจารณาผ่าตัดคนไข้ ก็ต้องดูว่าการผ่าตัดครั้งนั้นสมเหตุสมผลหรือเปล่า และจำเป็นต้องดูด้วยว่าแพทย์มีเจตนาเอาผลประโยชน์จากคนไข้หรือเปล่า เช่น การผ่าตัดเพื่อหวังค่ารักษา เป็นต้น ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่จะไม่ทำ เว้นแต่แพทย์บางรายซึ่งเป็นส่วนน้อยมากๆ จึงต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป
นอกจากจะหวังผลประโยชน์แล้วก็ยังมีอีกหนึ่งกรณีที่ทำให้การวินิจฉัยผิดพลาดนั่นคือการรักษาที่ย่อหย่อนกว่ามาตรฐาน ในการพิจารณาว่าแพทย์ทำการรักษาในลักษณะนี้หรือไม่นั้น ต้องดูจากอาการ เวชระเบียนคนไข้ การบันทึก การทำงาน และการรักษาประกอบกัน เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมที่แพทย์ใช้ในการรักษา
ในอาชีพแพทย์นั้นก็มีหลักจริยธรรมในวิชาชีพกำหนดอยู่เช่นกัน เพื่อให้การรักษาดำเนินอยู่บนความถูกต้อง และเป็นสิ่งที่แพทย์ทุกคนต้องคำนึงถึงและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
โดยหลักจริยธรรมวิชาชีพแพทย์นั้น ได้แก่
- การยึดถือประโยชน์ของผู้ป่วยและส่วนรวมเป็นที่ตั้ง (beneficence)
- การให้การรักษาที่มุ่งที่จะไม่ทำให้เกิดอันตรายหรือความทุกข์ทรมานต่อผู้ป่วยมากไปกว่าเดิม (non-maleficence)
- การเคารพในเอกสิทธิ์แห่งบุคคลของผู้ป่วย (autonomy)
- การกระจายทรัพยากรตามความจำเป็นอย่างเป็นธรรม (justice)
ดังนั้นภายใต้ความไม่แน่นอนทางการแพทย์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการรักษาผู้ป่วย สิ่งที่แพทย์ควรยึดถือคือจริยธรรมทางการแพทย์ และเมื่อเกิดปัญหาการวินิจฉัยหรือรักษาผิดพลาดขึ้น ก็คงต้องมองกลับมาว่าแพทย์ทำการรักษาตามจริยธรรมหรือมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่
ข้อมูลจาก
ดร. นพ.นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล











