โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

ผศ.นพ.ไชยรัตน์ ทรัพย์สมุทรชัย
หน่วยศัลยศาสตร์ทางเดินอาหารและศัลยศาสตร์ทั่วไป
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

 

         ถ้าพูดถึงโรคกระเพาะอาหารหลายๆคนคงคิดว่าแค่กินยาสักอาทิตย์ หรือปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตเช่น งดอาหารบางอย่างหรือ กินอาหารให้ตรงเวลาก็จะทำให้อาการต่างๆหายไป แต่ถ้าพูดถึงมะเร็งความคิดหรือความกังวลก็จะเกิดขึ้นมาทันทีแตกต่างจากการคิดถึงโรคกระเพาะทั่วๆไป ในความเป็นจริงมะเร็งกระเพาะอาหารในประเทศไทยนั้นพบได้ไม่มากเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆเช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ ปกติมะเร็งกระเพาะอาหารแบ่งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งเยื่อบุผิวกระเพาะ มะเร็งจีส เป็นต้น หากกล่าวขึ้นทั่วๆไปมักหมายถึงมะเร็งเยื่อบุกระเพาะอาหาร หลายคนคิดว่าถ้ามะเร็งก็คงรักษาด้วยการผ่าตัด ฉายแสง หรือให้ยาเคมีจะแต่ในความจริงนั้นพบว่าค่อนข้างมีความยากลำบากในการรักษา เพราะไม่ว่าผู้ป่วยจะเป็นมะเร็งชนิดไหนหรือจะรักษาด้วยวิธีใดๆก็ตามสิ่งแรกที่จะมีผลต่อการรักษาก็คือความแข็งแรงของผู้ป่วยว่า มีความแข็งแรงมากพอที่จะทนต่อการรักษารูปแบบต่างๆจนครบตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ซึ่งกระเพาะเป็นอวัยวะที่รองรับอาหารอวัยวะแรกของร่างกายที่ย่อยอาหารส่งพลังงานไปยังส่วนต่างๆ นั่นก็คือถ้ากระเพาะเสียไปไม่สามารถทำงานได้ผู้ป่วยก็จะขาดอาหารทำให้ไม่สามารถทนกับการรักษาแบบต่างๆ ได้จนครบและทำให้ผลการรักษาแย่ลง นอกจากนี้ผู้ป่วยส่วนมากที่มาตรวจก็มักจะมาพบแพทย์ในตอนที่ตนเองมีอาการเยอะมากแล้ว นั่นคือ กินไม่ได้มีอาเจียนหลังกิน เป็นต้น

 

สำหรับการเกิดมะเร็งกระเพาะ

         เกิดได้จากสองกระบวนการหลักๆ อย่างแรกคือ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการอักเสบของกระเพาะอาหารแล้วเรื้อรังจนเยื่อบุกระเพาะกลายเป็นมะเร็งซึ่งกระบวนการนี้จะมีเชื้อแบคทีเรียตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Helicobacter pylori (H. Pylori, เอชไพโลไร) เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้กระบวนการอักเสบไม่หายและนำไปสู่การเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ดังนั้นการรักษาการอักเสบรื้อรังร่วมกับกำจัดเชื้อโรคตัวนี้จึงอาจมีผลป้องกันการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังมีอาหารบางอย่างที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังได้ และพบว่าอาหารบางชนิดเช่น อาหารที่ถูกเก็บรักษาไว้ด้วยเกลือ หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่าอาหารที่ดองเกลือ อาหารที่ผ่านการรมควัน เป็นต้นก็อาจจะเป็นตัวการที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้ กลไกการเกิดอีกแบบคือเกิดจากการที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติทางพันธุกรรมตั้งแต่กำเนิดแล้วทำให้กระบวนการเกิดมะเร็งเกิดได้เร็วขึ้นกว่าปกติ ซึ่งแม้ว่าเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจะป้องกันได้แต่เราก็สามารถจะเฝ้าระวังได้ มะเร็งกระเพาะอาหารจะพัฒนาและแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ที่สำคัญการตอบสนองต่อยาเคมีไม่ค่อยดีซึ่งถ้าตรวจพบผู้ป่วยในระยะท้ายๆผู้ป่วยอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนักแม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม แต่ถ้าหากตรวจพบในระยะแรกการรักษาก็สามารถหวังผลให้หายขาดได้

         ในประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศที่พบมะเร็งกระเพาะอาหารมากจะแนะนำให้ประชาชนทุกคนเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหารตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไปไม่ว่าคนนั้นจะมีหรือไม่มีอาการทางกระเพาะอาหารก็ตาม ที่ผ่านมาแม้ว่าประเทศไทยไม่ได้พบมะเร็งชนิดนี้มากนักและผู้ป่วยส่วนมากมาตรวจตอนที่มีอาการแล้วซึ่งมักจะไม่ใช่ระยะแรกทำให้ผลการรักษาไม่ดี ซึ่งโดยทั่วไปการตรวจทางเดินอาหารมักจะตรวจแค่เพื่อรักษาอาการของโรคแผลในกระเพาะเป็นหลักไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญของการคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหาร

         ดังนั้นนอกเหนือจากข้อบ่งชี้ของการตรวจกระเพาะอาหารที่เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางตามสื่อต่างๆ ทั่วไปแล้วสิ่งที่มักจะถูกมองข้ามคือ ต้องทำการตรวจในรายที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารดังนี้ คือ

  • มีญาติสายตรงอย่างน้อย 1 คนเป็นตอนอายุน้อยกว่า 40 ปี 
  • มีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรองอย่างน้อย 2 คน เป็นตอนอายุน้อยกว่า 50 ปี
  • มีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรองเป็น อย่างน้อย 3 คนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม
  • มีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรองเป็น มะเร็งเต้านมและกระเพาะอาหารในคนเดียวกันตอนอายุน้อยกว่า 50 ปี
  • มีญาติสายตรงมะเร็งกระเพาะอาหาร และมีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรอง คนอื่นเป็นมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 50ปี
  • นอกจากนี้ยังรวมถึงคนที่ตรวจพบว่ามีความผิดปกติของพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารรวมถึงมะเร็งอื่นๆด้วย

การรักษาโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

         โรคมะเร็งกระเพาะอาหารมีหลายรูปแบบ การให้ยาเคมี การให้รังสีรักษา และ การผ่าตัดซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นกับระยะของโรค ตำแหน่งของมะเร็งว่าอยู่ส่วนไหนของกระเพาะอาหาร ความแข็งแรงของผู้ป่วย โดยหลักการสำคัญจะมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยมีอัตราการรอดชีวิตที่นานที่สุดโดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีดังนั้น ถ้าหากตรวจพบในระยะต้นที่ยังไม่มีการแพร่กระจายการรักษาจะหวังผลเพื่อให้หายขาดจากโรคยังคงต้องใช้การผ่าตัดเป็นหลักสำหรับการผ่าตัดรักษานอกจากจะต้องตัดเนื้อกระเพาะอาหารให้หมดจากมะเร็งแล้ว ยังจำเป็นต้องตัดต่อมน้ำเหลืองโดยรอบที่คาดว่ามะเร็งจะกระจายตัวออกไปทั้งหมดจึงจะได้ผลการรักษาที่ดี ซึ่งวิธีการผ่าตัดจะมีลายละเอียดและความแตกต่างจากการตัดกระเพาะทั่วๆ ไปในโรคที่ไม่ใช่มะเร็งชัดเจน ทั้งนี้จากที่กล่าวมาข้างต้นว่ามะเร็งของกระเพาะอาหารนั้นพบได้ไม่บ่อยนัก ดังนั้นศัลยแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดมะเร็งกระเพาะอาหารให้ได้ผลรับที่ดีจะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์สูงในการผ่าตัดรักษามะเร็งกระเพาะอาหารมาก่อน ซึ่งผลการรักษาที่ภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีนั้นพบว่าอัตราการอยู่รอดและผลการรักษาได้รายงาน ไว้โดย รศ.นพ. จักรพันธ์ เอื้อนรเศรษฐ์ ใน J Med Assoc Thai Vol. 90 No. 2 2007 ซึ่งมีอัตราการอยู่รอดที่ 5 ปีของมะเร็งกระเพาะอาหารที่ทำการผ่าตัดทุกระยะที่ยังไม่มีการแพร่กระจายอยู่ที่ 59% ซึ่งมากว่าทางประเทศตะวันตกที่ส่วนใหญ่จะเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 14-37% แม้ว่ายังน้อยกว่าประเทศญี่ปุ่นที่เป็นต้นแบบของการผ่าตัดมะเร็งกระอาหารอยู่บ้างเล็กน้อยก็ตาม (อาจเนื่องจากมีการแบ่งระยะของโรคที่แตกต่างกันกับประเทศญี่ปุ่น) และมีภาวะแทรกซ้อนโดยรวมอยู่ที่17% ซึ่งหากตรวจพบมะเร็งชนิดนี้ควรได้รับการผ่าตัดจากศัลยแพทย์ที่ชำนาญด้านมะเร็งกระเพาะอาหาร

       ทั้งนี้ถ้าหากพบว่าเป็นมะเร็งระยะแรกๆก็จะสามารถทำการผ่าตัดแบบแผลเล็กหรือผ่าตัดผ่านกล้องได้อีกด้วย ซึ่งหลังจากการผ่าตัดรักษาบางคนจะไม่มีการเพาะบางคนก็อาจจะมีน้อยลง ก็คงต้องปรับตัวเรื่องการกินอาหารเนื่องจากการที่ไม่มีกระเพาะจะทำให้การดูดซึมแร่ธาติและวิตตามินบางชนิดแย่ลงจึงต้องได้รับคำแนะนำต่างๆจากศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดว่าควรจะปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดอย่างไรและต้องได้รับการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ

 

 

รูปกระเพาะอาหารและส่วนที่เป็นมะเร็ง

 

 

รูปการตัดมะเร็งกระเพาะและต่อมน้ำเหลืองโดยรอบ