ทำไมควรตระหนักแต่ไม่ควรตื่นตระหนกกับข่าว “โควิดกลายพันธุ์ที่อินเดีย”

ทำไมควรตระหนักแต่ไม่ควรตื่นตระหนกกับข่าว “โควิดกลายพันธุ์ที่อินเดีย”

ข่าวจากสื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศในช่วงนี้จะโฟกัสไปที่โควิดอินเดีย สายพันธุ์ B.1.617 ที่มีการกลายพันธุ์ไป 2 ตำแหน่ง (double mutations) และ B.1.618 สายพันธุ์เบงกอล กลายพันธุ์ไป 3 ตำแหน่ง (triple mutations) ในไวรัสตัวเดียว  ทั้งสองสายพันธุ์มาจากสายตระกูลใหญ่ G (GISAID Clade) โดยมีผู้ติดเชื้อ B.1.617 ในอินเดียมากที่สุด ล่าสุดผู้เชี่ยวชาญอินเดียตรวจพบว่า B.1.617 ได้กลายพันธุ์แยกออกเป็น 3 เชื้อสายย่อย (sub lineages) คือ B.1.617.1, B.1.617.2, และ B.1.617.3  (PANGO lineage) โดย B.1.617.1 และ B.1.617.3 มีการกลายพันธุ์ไปสองตำแหน่ง คือ E484Q และ L452R ส่วน B.1.617.2 มีการวิวัฒนาการย้อนกลับเหลือการกลายพันธุ์เพียงตำแหน่งเดียวคือ L452R ส่วน E484Q หายไป (ภาพ1 A,B,C)โปรดอย่าวิตกครับ  เพราะยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงเชื้อสายย่อยระดับจีโนมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการระบาดหรืออาการทางคลินิกใดๆ กระทรวงสาธารณสุขของอินเดียเองออกมายอมรับว่ามีการระบาดของสายพันธุ์ B.1.617 ที่มีการกลายพันธุ์ไป 2 ตำแหน่งเท่านั้น ที่ควรให้ความสนใจ (variant of interest; VOI) โดยยังไม่ได้จัดอยู่ในการกลายพันธุ์ที่ต้องกังวล (variant of concern; VOC)  และมิได้กล่าวถึงสายพันธุ์เบงกอล B.1.618 เลย

ข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาสู่ท่านจากสื่อต่างๆอย่างรวดเร็วอาจทำให้หลายท่านมีอาการสภาวะจิตตกขึ้นได้ อาการของสภาวะจิตตก ในระยะแรก ๆ จะรู้สึกเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ อย่างมาก เริ่มกลัวและคิดถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในแง่ลบ ซึ่งอาจมีอาการอื่นๆ ตามมาในภายหลัง เช่น นอนไม่หลับ ใจสั่น ไม่มีสมาธิ  ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ เป็นต้นซึ่งล้วนจะเป็นผลเสียต่อจิตใจและร่างกาย (ข้อมูลจาก สสส.)

หากมาดูข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับไวรัสจากอินเดียนี้อาจช่วยให้หลายท่านได้คลายความวิตกกังวลลงได้บ้าง  เพราะผู้เชี่ยวชาญพบว่าไวรัสสายพันธุ์อินเดียอาจไม่ร้ายกาจหรือสร้างปัญหาเท่ากับสายพันธุ์แอฟริกาใต้ บราซิล และอังกฤษ เพราะสายพันธุ์อินเดีย B.1.617 มาจากตระกูล G (GISAID Clade)  ซึ่งเกิดขึ้นและติดต่อระบาดอยู่ตั้งแต่ปีที่แล้วในอินเดีย หากเป็นสายพันธุ์ที่สามารถก่อโรครุนแรง การระบาดรุนแรงก็น่าจะเกิดตั้งแต่ต้นปี 2564 มาแล้ว แต่กลับไม่พบ พบแต่การระบาดแบบต่ำๆจำกัดวง ไม่รวดเร็วเท่าไวรัสก่อโรคโควิด-19 สายพันธุ์อื่น และอาจไม่สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายเหมือนกับสายพันธุ์เคนต์ B.1.1.7 ที่กำลังระบาดในอังกฤษและหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย  

ดังนั้นการระบาดหนักระลอกสองของโควิดในอินเดียน่าจะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเสริมนอกเหนือจากโควิดกลายพันธุ์

WHO เองก็ระบุว่าไวรัสโควิด -19 สายพันธุ์อินเดียได้มีการกลายพันธุ์ไปในระดับเพียงควรเฝ้าระวัง (variant of interest: VOI) เท่านั้น  B.1.617 พบครั้งแรกในอินเดียเมื่อปลายปี 2563 มีการถอดรหัสพันธุกรรมไปมากกว่า 1,200 ตัวอย่างที่อัปโหลดไปยังฐานข้อมูล GISAID open-access จากอย่างน้อย 17 ประเทศ แม้จะมีติดต่อแพร่ระบาดไปแล้วอย่างน้อย 17 ประเทศ แต่ยังไม่เข้าข่ายที่จัดให้เป็นไวรัสกลายพันธุ์ที่น่ากังวลใจ (variant of concern: VOC) เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ชัดว่า

  1. มีการแพร่กระจายของไวรัสสายพันธุ์อินเดียได้มากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม
  2. ก่อให้เกิดอาการของโรคโควิด-19 ที่รุนแรงมากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม เช่นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น หรือมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น
  3. ปฏิกิริยา Neutralization ในห้องปฏิบัติการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แอนติบอดีที่สร้างขึ้นในระหว่างการติดเชื้อหรือการฉีดวัคซีนครั้งก่อนยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสในหลอดทดลองได้ลดลง
  4. ด้อยประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยาหรือวัคซีนลงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิม
  5. ก่อปัญหาในการตรวจหาเชื้อไวรัสทางห้องปฏิบัติ เช่นการตรวจ PCR กล่าวคือตรวจไม่พบ หรือตรวจได้ไม่ดี เมื่อเทียบกับการตรวจไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมเนื่องมาจากตำแหน่งบนจีโนมของไวรัสที่ PCR primer เข้าจับมีการเปลี่ยนแปลงไปเพราะการกลายพันธุ์
     

ในแง่ของการกลายพันธุ์ของสายพันธุ์ B.1.617.1 ซึ่งเป็นไวรัสกลายพันธุ์ที่พบมากที่สุดในอินเดีย ความสนใจส่วนใหญ่จะพุ่งมาที่การกลายพันธุ์ ตำแหน่ง E484Q และ L452R ที่อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโปรตีนในส่วนหนามแหลมบริเวณเปลือกนอกของไวรัส (Spike) แม้จะมีหลักฐานจากห้องปฏิบัติการว่าปฏิกิริยา “Neutralization” ที่ทดสอบกับโมโนโคลนอลแอนติบอดีบางชนิดลดลง แต่ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการฉีดวัคซีนในร่างกายมนุษย์นั้นมีลักษณะเป็น โพลีโคลนอล และยังเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของ T-cell อีกด้วย ดังนั้นจึงยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า B.1.617.1 สามารถหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้

นอกจากนี้การกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง 484Q ในการทดลองยังไม่ปรากฏว่าสามารถจับ กับreceptor สำคัญ ACE2 ของเซลล์ปอดได้ดีกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม ทำให้ไม่น่าจะก่อให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรงไปกว่าสายพันธุ์อันตรายอย่างสายพันธุ์บราซิล (P1 หรือ B.1.1.28) และแอฟริการใต้ (B.1.351) ซึ่งมีการกลายพันธุ์ไปเป็น 484K นอกจากนี้สายพันธุ์อินเดีย B.1.617 ก็ไม่มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่ง N501Y ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญที่จะทำให้ไวรัสใหม่กลายพันธุ์เข้าข่ายการเป็นเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 กลายพันธุ์ที่รุนแรงและควรกังวล (VOC) WHO พิจารณาให้เฉพาะ B.1.617.1 จัดเป็น VOI เพราะมี E484Q แต่ขาด N501Y ส่วน B.1.617.2 ไม่มีทั้ง E484Q และ N501Y และ B.1.617.3 อาจถือว่าเป็น VOI ได้เพราะมี E484Q สำหรับสายพันธุ์อินเดีย-เบงกอล B.1.618 ที่มีการกลายพันธุ์ถึง 3 ตำแหน่ง (S145-, S146-, S484K, และ S614G) https://www.facebook.com/CMGrama/posts/3898419576932460 เรายังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่มายืนยันนอกจากคาดเดาจากการกลายพันธุ์บนสายจีโนม

ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่น่าตื่นตระหนกแม้หากจะมีสายพันธุ์อินเดียหลุดเข้ามาระบาดในประเทศไทย  ตรงกันข้ามเชื้อไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์อังกฤษที่กำลังระบาดในไทยขณะนี้น่ากังวลใจมากกว่า เพราะมี N501Y ควรทุ่มทรัพยากรที่มีอยู่เข้าควบคุมการระบาดให้ได้โดยเร็วที่สุด 
WHO รายงานว่าพบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอินเดียระลอกที่สองรวดเร็วกว่าระลอกแรกมาก ทั้งที่ไวรัสสายพันธุ์อินเดียที่กลายพันธุ์พบมีระบาดมาตั้งแต่ปลายปี 2563 ดังนั้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอินเดียระลอกที่สอง สาเหตุนอกเหนือจากสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ น่าจะเป็นเพราะชาวอินเดียการ์ดตก ชะล่าใจกับจำนวนของผู้ติดเชื้อที่ลดลงมากจากการระบาดระลอกแรก เกิดความหละหลวมในการปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขที่ควรเข้มงวดต่อไป คือไม่มีการสวมหน้ากากอนามัยและปล่อยให้มีการชุมนุมเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ ที่ไม่มีการเว้นระยะทางกายภาพกับบุคคลอื่นๆในสังคม (social distancing) อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบสาธารณสุขอินเดียจ่อล้มเหลว 'สึนามิโควิด' ติดเชื้อรายใหม่พุ่งเกิน 4 แสนต่อวันแล้ว
ดังนั้นเพื่อให้ไทยเราไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ระบบสาธารณสุขของประเทศล้มเหลว มีประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก  จึงสมควรที่จะร่วมด้วยช่วยกัน ดังนี้

  • ถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสที่ระบาดจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยควรมีความถี่ในการสุ่มตัวอย่างมาถอดรหัสพันธุกรรมทุกๆ 2 อาทิตย์ เพื่อเฝ้าระวังการระบาดของ VOC จากต่างประเทศ รวมทั้ง VOC ที่อาจเกิดขึ้นได้กับสายพันธุ์ท้องถิ่นในประเทศ เช่น B.1.36.16 ที่ระบาดในปทุมธานีและสมุทรสาคร หากปล่อยให้มีการระบาดระหว่างคนสู่คนที่อยู่กันอย่างหนาแน่นโดยปราศจากการควบคุม
  • ฉีดวัคซีน 
  • สวมหน้ากากอนามัย  
  • เว้นระยะทางกายภาพกับบุคคลอื่นๆในสังคม (social distancing)
  • ลดความเสี่ยงติดเชื้อไวรัส COVID-19 อื่นๆ เช่นกินร้อนช้อนกลาง และไม่รับประทานอาหารเป็นกลุ่มหรือร่วมกับผู้อื่น ฯลฯ