วัคซีนได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับโรคระบาดมาอย่างยาวนาน โดยแต่ละชนิดมีเอกลักษณ์เฉพาะทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความท้าทาย และกระบวนการผลิต เมื่อพิจารณาวัคซีน 5 ชนิดสำคัญ ได้แก่ โปลิโอ ไข้ทรพิษ โควิด-19 ไข้หวัดนก และมาร์บูร์ก เราเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ของวัคซีนนั้นมีมากกว่าความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ
พัฒนาการล่าสุดด้านโรคติดต่อสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและการตอบสนองด้านสาธารณสุขทั่วโลกที่ยังคงดำเนินอยู่ ฉนวนกาซากำลังจัดการรณรงค์ฉีดวัคซีนโปลิโอครั้งใหญ่สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ขณะที่องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ อนุมัติข้อบ่งชี้ใหม่สำหรับวัคซีนไข้ทรพิษ ACAM2000 เพื่อป้องกันฝีดาษลิงในกลุ่มเสี่ยงสูง ออสเตรเลียใต้รายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 177 รายในหนึ่งสัปดาห์โดยไม่มีผู้เสียชีวิต สหรัฐฯ ยังคงรับมือกับการระบาดของไข้หวัดนกสายพันธุ์ A(H5N1) ที่ส่งผลกระทบทั้งต่อมนุษย์และปศุสัตว์ โดยมีรายงานผู้ป่วย 14 รายในหลายรัฐ ในขณะเดียวกัน รวันดากำลังเผชิญกับการระบาดของไวรัสมาร์บูร์กครั้งแรก โดยมีผู้ป่วยยืนยัน 36 รายและเสียชีวิต 11 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ สถานการณ์เหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการรณรงค์ฉีดวัคซีน การเฝ้าระวัง และมาตรการตอบสนองอย่างรวดเร็วในการจัดการโรคติดต่อทั่วโลก
การกำจัดไข้ทรพิษและการควบคุมโปลิโอเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่โดดเด่น ซึ่งช่วยรักษาชีวิตผู้คนนับล้าน ก่อนการใช้วัคซีน โปลิโอทำให้มีผู้เป็นอัมพาตประมาณ 350,000 คนต่อปีทั่วโลก ส่วนไข้ทรพิษคร่าชีวิตผู้คนราว 300-500 ล้านคนในศตวรรษที่ 20 เพียงศตวรรษเดียว (ต้นในปี พ.ศ. 2444 และสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2543) การใช้วัคซีนอย่างแพร่หลายได้ช่วยลดตัวเลขเหล่านี้ลงอย่างมาก จนนำไปสู่การกำจัดไข้ทรพิษได้สำเร็จในปี 1980 และลดกรณีโปลิโอลงกว่า 99% ทั่วโลก
ในกรณีของโควิด-19 องค์การอนามัยโลกประมาณการว่าวัคซีนได้ช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้ถึง 20 ล้านคนในปีแรกของการใช้งาน โดยลดจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกลงเหลือประมาณ 6.4 ล้านคน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบอันยิ่งใหญ่ของวัคซีนต่อการรักษาชีวิตมนุษย์
แม้จะมีรายงานผลข้างเคียงในบางกรณี แต่อุบัติการณ์ของเหตุการณ์รุนแรงนั้นพบได้น้อยมากเมื่อเทียบกับอันตรายจากโรคที่วัคซีนป้องกัน ประเด็นเรื่องการกระตุ้นมะเร็งจากวัคซีนโควิด-19 นั้น ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือสนับสนุนอย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตาม การศึกษาระยะยาวและการเฝ้าระวังความปลอดภัยของวัคซีนยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง
สำหรับวัคซีนรุ่นใหม่อย่างมาร์บูร์ก แม้จะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ก็แสดงแนวโน้มที่ดีในการป้องกันโรคร้ายแรง ดังนั้น การฉีดวัคซีนจึงยังคงเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคระบาด โดยควรดำเนินการภายใต้คำแนะนำทางการแพทย์และนโยบายสาธารณสุขที่เหมาะสม พร้อมทั้งมีการติดตามและศึกษาผลระยะยาวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดของวัคซีน
>>>วัคซีนโปลิโอ
วัคซีนโปลิโอประสบความสำเร็จมาก เกือบกำจัดโรคนี้ให้หมดไปจากโลกแล้ว:
- ช่วยเพิ่มการฉีดวัคซีนอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะในประเทศที่เคยมีคนฉีดวัคซีนน้อย
การรณรงค์ฉีดวัคซีนโปลิโอส่งผลดีต่อการฉีดวัคซีนชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะในประเทศที่เคยมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ เนื่องจากช่วยสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของวัคซีน พัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มการเข้าถึงชุมชนห่างไกล สร้างความเชื่อมั่นในวัคซีนโดยรวม นำไปสู่การเพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุข ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และปรับปรุงระบบการเก็บข้อมูล ทั้งหมดนี้ทำให้การรณรงค์วัคซีนโปลิโอกลายเป็นตัวกระตุ้นสำคัญในการพัฒนาระบบการฉีดวัคซีนทั้งหมดของประเทศ ส่งผลให้มีการฉีดวัคซีนชนิดอื่นๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
- ได้ผลดีเพราะไวรัสโปลิโอไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง
ไวรัสโปลิโอมีความเสถียรทางพันธุกรรมสูง หมายความว่ามันไม่ค่อยกลายพันธุ์หรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมากนัก เมื่อเทียบกับไวรัสชนิดอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 ความเสถียรนี้ทำให้วัคซีนที่พัฒนาขึ้นสามารถป้องกันไวรัสโปลิโอได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นระยะเวลายาวนาน โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสูตรวัคซีนบ่อยๆ นอกจากนี้ ยังทำให้วัคซีนสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพสูงและคงทนในร่างกายมนุษย์ ส่งผลให้การรณรงค์ฉีดวัคซีนโปลิโอประสบความสำเร็จอย่างมากในการควบคุมและกำจัดโรคนี้ในหลายประเทศทั่วโลก
- วัคซีนชนิดหยอดมีประสิทธิภาพสูงในการหยุดการแพร่ระบาด
วัคซีนโปลิโอชนิดหยอด (OPV) มีประสิทธิภาพสูงในการหยุดการแพร่ระบาดเนื่องจากคุณสมบัติพิเศษหลายประการ ประการแรก OPV ใช้ไวรัสที่มีชีวิตแต่อ่อนฤทธิ์ ซึ่งสามารถเพิ่มจำนวนในลำไส้ของผู้รับวัคซีนได้ชั่วคราว ทำให้กระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้งในกระแสเลือดและในเยื่อบุลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างภูมิคุ้มกันในลำไส้นี้ช่วยลดการแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้อย่างมาก นอกจากนี้ ไวรัสจากวัคซีนที่ถูกขับออกมาทางอุจจาระยังสามารถแพร่กระจายไปยังผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนในชุมชนได้ ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันในวงกว้างโดยไม่ต้องฉีดวัคซีนให้ทุกคน (เรียกว่า herd immunity) ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ OPV จึงมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโปลิโอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสุขอนามัยไม่ดีและการเข้าถึงบริการสาธารณสุขยังจำกัด ทำให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการรณรงค์กำจัดโรคโปลิโอทั่วโลก
แต่ก็ยังมีปัญหา:
- พื้นที่ที่คนฉีดวัคซีนน้อย อาจเกิดไวรัสจากวัคซีนขึ้นมาได้
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในการใช้วัคซีนโปลิโอชนิดหยอด (OPV) ในพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ วัคซีน OPV ใช้ไวรัสโปลิโอที่อ่อนฤทธิ์แต่ยังมีชีวิต ซึ่งในสภาวะปกติจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยไม่ก่อโรค แต่ในชุมชนที่มีคนจำนวนมากไม่ได้รับวัคซีน ไวรัสอ่อนฤทธิ์นี้อาจแพร่กระจายและมีโอกาสกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่ก่อโรคได้ เรียกว่า vaccine-derived poliovirus (VDPV) ซึ่งอาจทำให้เกิดการระบาดของโรคโปลิโอในกลุ่มคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน ดังนั้น การรักษาอัตราการฉีดวัคซีนให้สูงอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้และเพื่อการกำจัดโรคโปลิโอให้หมดไปอย่างยั่งยืน
- ต้องเฝ้าระวังและรักษาอัตราการฉีดวัคซีนให้สูงอยู่เสมอ
การต้องเฝ้าระวังและรักษาอัตราการฉีดวัคซีนโปลิโอให้สูงอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมและกำจัดโรค แม้ว่าโปลิโอจะถูกกำจัดไปจากหลายประเทศแล้ว แต่ยังคงมีความเสี่ยงที่โรคจะกลับมาได้หากละเลยการฉีดวัคซีน การรักษาอัตราการฉีดวัคซีนให้สูงช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ซึ่งป้องกันการแพร่ระบาดในชุมชน นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันการเกิดไวรัสโปลิโอสายพันธุ์ที่มาจากวัคซีน (vaccine-derived poliovirus) ซึ่งอาจเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องยังช่วยให้สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อการระบาดได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการติดตามประสิทธิภาพของวัคซีนในระยะยาว ดังนั้น แม้จะประสบความสำเร็จในการควบคุมโรค การรักษาอัตราการฉีดวัคซีนให้สูงและการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการกลับมาของโรคและเพื่อบรรลุเป้าหมายการกำจัดโปลิโอให้หมดไปจากโลกอย่างถาวร
การผลิต:
- IPV (วัคซีนชนิดฉีด): ผลิตจากไวรัสโปลิโอที่ถูกฆ่าแล้ว คล้ายกับการทำอาหารกระป๋อง ไวรัสถูก "ฆ่า" แต่ยังคงรูปร่างเดิมไว้ ทำให้ร่างกายจำได้และสร้างภูมิคุ้มกัน
- OPV (วัคซีนชนิดหยอด): ใช้ไวรัสที่ยังมีชีวิตแต่ถูกทำให้อ่อนแอลง เหมือนสัตว์ป่าที่ถูกฝึกให้เชื่อง ยังมีชีวิตแต่ไม่ทำร้ายคน ช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี
- การควบคุมการผลิต: ต้องระมัดระวังมากเพื่อไม่ให้มีการปนเปื้อน เหมือนการทำอาหารในห้องปลอดเชื้อ
แม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบผู้ป่วยโรคโปลิโอมาตั้งแต่ปี 2540 แต่ความเสี่ยงของการกลับมาระบาดยังคงมีอยู่ ดังนั้น การให้วัคซีนอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการกลับมาของโรค โดยกรมควบคุมโรคยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์โรคโปลิโอทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อรักษาสถานะปลอดโปลิโอของประเทศไทยและป้องกันไม่ให้โรคร้ายแรงนี้กลับมาคุกคามสุขภาพของประชาชนอีกครั้ง
>>> วัคซีนไข้ทรพิษ
วัคซีนไข้ทรพิษประสบความสำเร็จที่สุด สามารถกำจัดโรคนี้ให้หมดไปจากโลกได้:
- ป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายได้ดีมาก
วัคซีนไข้ทรพิษสามารถป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายได้ดีมากด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรก ไวรัสไข้ทรพิษมีความเสถียรทางพันธุกรรมสูง ไม่กลายพันธุ์บ่อย ทำให้วัคซีนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพคงที่ในระยะยาว ประการที่สอง วัคซีนไข้ทรพิษกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างแข็งแรงและยาวนาน ทั้งภูมิคุ้มกันแบบสารน้ำหรือที่เรียกว่า แอนติบอดี (humoral immunity) และภูมิคุ้มกันแบบเซลล์ (cell-mediated immunity) ซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประการที่สาม ไข้ทรพิษเป็นโรคที่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรงเท่านั้น ไม่มีพาหะสัตว์หรือแหล่งรังโรคในธรรมชาติ ทำให้การตัดวงจรการแพร่เชื้อทำได้ง่ายกว่าโรคอื่นๆ นอกจากนี้ อาการของโรคที่ชัดเจนทำให้สามารถตรวจจับและควบคุมการระบาดได้รวดเร็ว ด้วยปัจจัยเหล่านี้ประกอบกับการรณรงค์ฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึงและการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ทำให้วัคซีนไข้ทรพิษสามารถป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนนำไปสู่ความสำเร็จในการกำจัดโรคนี้ให้หมดไปจากโลกได้ในที่สุด
- ใช้วิธีเฝ้าระวังและควบคุมโรคร่วมกับการฉีดวัคซีนทั่วไป
- กำจัดโรคได้ แม้ไม่ได้ฉีดวัคซีนให้คนถึง 80% ตามทฤษฎี
วัคซีนไข้ทรพิษสามารถกำจัดโรคได้แม้ไม่ได้ฉีดวัคซีนให้คนถึง 80% ตามทฤษฎีด้วยหลายปัจจัย ประการแรก ไข้ทรพิษเป็นโรคที่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรงเท่านั้น ไม่มีพาหะสัตว์หรือแหล่งรังโรคในธรรมชาติ ทำให้การตัดวงจรการแพร่เชื้อทำได้ง่ายกว่าโรคอื่น ประการที่สอง อาการของโรคที่ชัดเจนทำให้สามารถตรวจจับและควบคุมการระบาดได้รวดเร็ว ประการที่สาม วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจาย ประการที่สี่ การใช้กลยุทธ์ "การเฝ้าระวังและการควบคุม" (surveillance and containment) ร่วมกับการฉีดวัคซีน ทำให้สามารถระบุและควบคุมการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำกว่า 80% นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเสี่ยงและในพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างเข้มข้น ช่วยสร้าง "วงล้อมภูมิคุ้มกัน" (ring vaccination) ที่มีประสิทธิภาพในการหยุดยั้งการแพร่ระบาด ปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันทำให้สามารถกำจัดโรคไข้ทรพิษได้สำเร็จ แม้จะไม่ได้ฉีดวัคซีนให้ประชากรทั้งหมดถึง 80% ตามทฤษฎีภูมิคุ้มกันหมู่
แต่ก็มีความเสี่ยง:
- อาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรง รวมถึงเสียชีวิตได้ (ประมาณ 1 คนในการฉีด 1 ล้านครั้ง)
วัคซีนไข้ทรพิษอาจเกิดผลข้างเคียงรุนแรงรวมถึงการเสียชีวิตได้ เนื่องจากธรรมชาติของตัววัคซีนและวิธีการผลิต วัคซีนไข้ทรพิษใช้ไวรัสวัคซีเนียที่มีชีวิต ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดของไวรัสไข้ทรพิษ แม้จะอ่อนฤทธิ์ลงแล้ว แต่ยังสามารถเพิ่มจำนวนในร่างกายได้ ในบางกรณี โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือมีโรคผิวหนังบางชนิด ไวรัสนี้อาจแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายและก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ นอกจากนี้ วัคซีนอาจกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่รุนแรงเกินไป เช่น ภาวะสมองอักเสบหรือปฏิกิริยาแพ้รุนแรง ในบางราย การติดเชื้อจากวัคซีนอาจแพร่กระจายไปยังผู้อื่นที่มีความเสี่ยง เช่น ทารกหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงรุนแรงได้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงนี้ถือว่าน้อยมาก (1 ใน 1 ล้าน) เมื่อเทียบกับประโยชน์ในการป้องกันโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง และในที่สุดนำไปสู่การกำจัดโรคไข้ทรพิษให้หมดไปจากโลกได้
- คนฉีดครั้งแรกมักมีผลข้างเคียงมากกว่า
คนที่ฉีดวัคซีนไข้ทรพิษครั้งแรกมักมีผลข้างเคียงมากกว่าเนื่องจากหลายปัจจัย ประการแรก ร่างกายยังไม่เคยสัมผัสกับไวรัสวัคซีเนียที่ใช้ในวัคซีน จึงตอบสนองอย่างเต็มที่และรุนแรง ทำให้เกิดปฏิกิริยาเฉพาะที่ เช่น รอยแดง บวม และอาจมีไข้ได้ ประการที่สอง ระบบภูมิคุ้มกันกำลังสร้างการตอบสนองครั้งแรกต่อไวรัส (primary immune response) ซึ่งมักจะรุนแรงกว่าการตอบสนองในครั้งต่อๆ ไป ประการที่สาม ไวรัสวัคซีเนียสามารถเพิ่มจำนวนในผิวหนังได้ ในคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน การเพิ่มจำนวนนี้อาจมากกว่าและนานกว่า ทำให้เกิดอาการแสดงที่ชัดเจน นอกจากนี้ โอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรง เช่น การติดเชื้อแพร่กระจาย หรือปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรง ก็มีมากกว่าในการฉีดครั้งแรก เนื่องจากร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกันพื้นฐานที่จะช่วยควบคุมการตอบสนองต่อวัคซีน อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสัญญาณที่ดีว่าวัคซีนกำลังกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมักจะลดลงในการฉีดครั้งต่อๆ ไป
การผลิต:
- ใช้วิธี "scarification": คล้ายการสักผิวหนัง แต่ใช้ไวรัสวัคซีเนียแทนหมึก
- ไวรัสวัคซีเนีย: เป็นญาติห่างๆ ของไวรัสไข้ทรพิษ เหมือนลูกพี่ลูกน้องที่ไม่อันตราย แต่ช่วยสอนร่างกายให้รู้จักไวรัสไข้ทรพิษได้
- การเพาะเชื้อ: เลี้ยงไวรัสในผิวหนังวัวหรือในเซลล์ที่เพาะในห้องทดลอง เหมือนการปลูกพืชในแปลงหรือในกระถาง
- ปัจจุบัน: ไม่ผลิตแล้วเพราะโรคหมดไป เก็บไว้เฉพาะในห้องปฏิบัติการพิเศษเท่านั้น
>>>วัคซีนโควิด-19
วัคซีนโควิด-19 ช่วยลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิตได้ดี แต่มีความท้าทาย:
- ไวรัสเปลี่ยนแปลงบ่อย โดยเฉพาะส่วนที่วัคซีนมุ่งจัดการ
ไวรัส SARS-CoV-2 ที่ก่อโรคโควิด-19 มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย โดยเฉพาะในส่วนที่วัคซีนมุ่งจัดการ ด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรก ไวรัสชนิดนี้มีอัตราการกลายพันธุ์ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับไวรัสบางชนิด เนื่องจากกลไกการตรวจสอบและแก้ไขความผิดพลาดในการจำลองสารพันธุกรรมของมันไม่สมบูรณ์ ประการที่สอง โปรตีนหนาม (spike protein) ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของวัคซีนส่วนใหญ่ เป็นส่วนที่ไวรัสใช้จับกับเซลล์มนุษย์ การกลายพันธุ์ในส่วนนี้อาจช่วยให้ไวรัสหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันและเพิ่มความสามารถในการติดเชื้อได้ดีขึ้น จึงมีแรงกดดันให้เกิดการคัดเลือกตามธรรมชาติ ประการที่สาม การแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางทำให้ไวรัสมีโอกาสกลายพันธุ์และแพร่กระจายสายพันธุ์ใหม่ได้มาก นอกจากนี้ การใช้วัคซีนอย่างแพร่หลายยังสร้างแรงกดดันให้ไวรัสต้องปรับตัวเพื่อหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน ทำให้สายพันธุ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่วัคซีนมุ่งจัดการมีโอกาสแพร่กระจายได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องมีการติดตามการกลายพันธุ์ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสทั้งจีโนมอย่างต่อเนื่องและอาจต้องปรับปรุงวัคซีนเป็นระยะเพื่อให้มีประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์ที่กำลังระบาด
- อาจไม่ป้องกันการติดเชื้อหรือแพร่เชื้อได้ 100% โดยเฉพาะกับสายพันธุ์ใหม่
วัคซีนโควิด-19 อาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อหรือแพร่เชื้อได้ 100% โดยเฉพาะกับสายพันธุ์ใหม่ ด้วยหลายเหตุผล ประการแรก ไวรัส SARS-CoV-2 มีการกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในส่วนของโปรตีนหนาม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของวัคซีน ทำให้ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนอาจไม่จดจำสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ ประการที่สอง การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อวัคซีนแตกต่างกันในแต่ละบุคคล บางคนอาจสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ดีเท่าที่ควร ประการที่สาม วัคซีนส่วนใหญ่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งกระตุ้นภูมิคุ้มกันในเลือดได้ดี แต่อาจไม่สร้างภูมิคุ้มกันที่เยื่อบุทางเดินหายใจได้เพียงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่แรก ประการที่สี่ ระดับภูมิคุ้มกันอาจลดลงตามเวลา ทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันลดลง นอกจากนี้ ปริมาณไวรัสที่ได้รับ สภาพแวดล้อม และสุขภาพโดยรวมของแต่ละคนก็มีผลต่อการติดเชื้อด้วย อย่างไรก็ตาม แม้วัคซีนอาจไม่ป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่ยังคงมีประสิทธิภาพสูงในการลดความรุนแรงของโรค การเข้าโรงพยาบาล และการเสียชีวิต ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการควบคุมการระบาด
- เน้นป้องกันการป่วยหนัก เข้าโรงพยาบาล และเสียชีวิต
วัคซีนโควิด-19 เน้นป้องกันการป่วยหนัก การเข้าโรงพยาบาล และการเสียชีวิตด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรก เป้าหมายหลักของการควบคุมการระบาดคือการลดภาระต่อระบบสาธารณสุขและลดอัตราการเสียชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากผู้ป่วยอาการหนัก ประการที่สอง การป้องกันการติดเชื้อทั้งหมดเป็นไปได้ยากเนื่องจากไวรัสมีการกลายพันธุ์และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว แต่การป้องกันอาการรุนแรงทำได้ง่ายกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า ประการที่สาม วัคซีนสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในเลือดได้ดี ซึ่งช่วยป้องกันการลุกลามของโรคไปยังอวัยวะสำคัญและลดความรุนแรงของอาการได้ แม้จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนบนได้ทั้งหมด นอกจากนี้ การเน้นป้องกันอาการรุนแรงยังช่วยให้สามารถพัฒนาและผลิตวัคซีนได้เร็วขึ้น เนื่องจากการทดสอบประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรงทำได้ง่ายและใช้เวลาน้อยกว่าการทดสอบการป้องกันการติดเชื้อทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ แม้ผู้ที่ได้รับวัคซีนอาจยังติดเชื้อได้ แต่โอกาสที่จะป่วยหนักหรือเสียชีวิตจะลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อบุคคลและต่อระบบสาธารณสุขโดยรวม
ความท้าทาย:
- อาจต้องปรับปรุงวัคซีนเพื่อรับมือสายพันธุ์ใหม่
- ต้องใช้ร่วมกับมาตรการอื่นๆ เช่น สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง
การผลิต:
- mRNA: เหมือนส่งแบบแปลนบ้านให้ร่างกาย ร่างกายอ่านแบบแล้วสร้างชิ้นส่วนของไวรัสเอง
- Vector ไวรัส: ใช้ไวรัสอื่นเป็นรถส่งของ นำยีนของโควิดเข้าสู่ร่างกาย
- โปรตีนซับยูนิต: สร้างชิ้นส่วนของไวรัสโดยตรง เหมือนให้ร่างกายดูโมเดลจำลองของไวรัส
- ไวรัสอ่อนฤทธิ์: ใช้ไวรัสโควิดจริงๆ แต่ทำให้อ่อนแอลง เหมือนฝึกชกมวยกับคู่ซ้อมที่ไม่ชกใส่เราจริงๆ
>>>วัคซีนไข้หวัดนก
วัคซีนไข้หวัดนกมีความท้าทายเฉพาะตัว:
- ไวรัสเปลี่ยนแปลงเร็ว ต้องปรับวัคซีนบ่อย
- ส่วนใหญ่ใช้ในสัตว์ปีก เพื่อควบคุมการระบาดและลดโอกาสติดต่อสู่คน
- มีวัคซีนสำหรับคน แต่ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะคนติดโรคนี้ไม่บ่อย
การผลิต:
- ใช้ไข่ไก่ฟัก: เหมือนการเลี้ยงไวรัสในบ้านหลังเล็กๆ ที่มีอาหารพร้อม
- เซลล์เพาะเลี้ยง: เลี้ยงไวรัสในจานเพาะเชื้อ เหมือนปลูกพืชในห้องควบคุมอุณหภูมิ
- การทำให้อ่อนฤทธิ์: ทำให้ไวรัสอ่อนแอลงหรือฆ่าทิ้ง แต่ยังคงรูปร่างไว้ให้ร่างกายจำได้
- ปรับสูตรประจำปี: เหมือนการออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ทุกฤดูกาล ให้เข้ากับเทรนด์ (สายพันธุ์ไวรัส) ที่กำลังมา
>>>วัคซีนไวรัสมาร์บูร์ก
วัคซีนต่อไวรัสมาร์บูร์กเป็นความก้าวหน้าล่าสุดในการต่อสู้กับโรคไข้เลือดออกที่อันตราย:
- เพิ่งได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) เมื่อต้นปี 2024
- เป็นวัคซีนตัวแรกที่ได้รับอนุมัติสำหรับป้องกันโรคจากไวรัสมาร์บูร์ก
- แสดงผลดีในการป้องกันการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรค
ความท้าทาย:
- ยังต้องติดตามประสิทธิภาพในระยะยาวและในสถานการณ์จริง
- การกระจายวัคซีนในพื้นที่ห่างไกลที่มักเกิดการระบาด
- การสร้างความเข้าใจและการยอมรับในชุมชนที่มีความเสี่ยง
การผลิต:
- Vector ไวรัส: ใช้ไวรัสเวสิคูลาร์สโตมาไตติสเป็น "รถส่งของ" นำข้อมูลของไวรัสมาร์บูร์กเข้าสู่ร่างกาย
- การใส่ยีน: เหมือนการบรรจุจดหมายใส่ซอง ยีนของมาร์บูร์กถูกใส่เข้าไปในไวรัสพาหะ
- การผลิตในเซลล์: เลี้ยงในห้องทดลองที่ควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด เหมือนการเพาะปลูกพืชในโรงเรือนที่ควบคุมทุกปัจจัย
- การควบคุมความปลอดภัย: มีขั้นตอนตรวจสอบมากมาย เหมือนการตรวจสอบคุณภาพอาหารหลายรอบก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค
>>>สรุป วัคซีนแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพ ความท้าทาย และวิธีการผลิตที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ฝึกให้ร่างกายของเรารู้จักและต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ บางโรคเช่นโปลิโอและไข้ทรพิษ วัคซีนช่วยกำจัดหรือเกือบกำจัดโรคได้ ส่วนโรคใหม่ๆ อย่างโควิด-19 ไข้หวัดนก และไวรัสมาร์บูร์ก ยังต้องปรับตัวและพัฒนาต่อไป เพื่อรับมือกับไวรัสที่เปลี่ยนแปลงและสถานการณ์การระบาดที่ซับซ้อน เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนก็เหมือนกับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่พัฒนาไปเรื่อยๆ เพื่อให้เราสามารถรับมือกับโรคใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น



