Sunday , August 9 2020
Breaking News
Home / เรื่องน่ารู้ คู่สุขภาพ / แผลเป็นจากสิวและการรักษา

แผลเป็นจากสิวและการรักษา

แผลเป็นจากสิวและการรักษา

หลากหลายปัญหาที่รบกวนจิตใจและบั่นทอนความมั่นใจแก่คุณผู้อ่าน โดยเฉพาะคุณผู้หญิง ก็คงจะหนีไม่พ้นรอยต่างๆ ทั้งรอยด่างดำ รอยไหม้ รอยเหี่ยวย่น ที่ถึงแม้จะไม่ส่งผลอันตรายใดๆ ต่อผิว แต่มันก็กระทบต่อความมั่นใจอย่างมากเลยทีเดียว

เช่นเดียวกันกับ “รอยสิว” ที่เชื่อเหลือเกินว่า เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว หลายๆ คนคงไม่อยากจะเดินออกจากบ้าน ถึงแม้ว่ามันจะไม่อันตรายส่งผลใดๆ ต่อร่างกายก็ตาม แต่ถึงกระนั้น รอยสิวก็ยังเป็นปัญหากวนใจผิวหน้ากันมาโดยตลอด แล้วเราจะมีวิธีรับมือกับปัญหารอยสิวอย่างไรดี ฉบับนี้มีคำตอบมาฝากกันครับ
รอยสิวเป็นปัญหาสำคัญที่พบตามหลังจากการเป็นสิว โดยเฉพาะสิวที่มีการอักเสบ เมื่อสิวหายแล้ว จะทิ้งรอยได้ 3 ลักษณะ ได้แก่
1. รอยที่เกิดจากการเปลี่ยนสีของผิว
2. แผลเป็นชนิดหลุม หรือที่เรียกว่าหลุมสิว
3. แผลเป็นชนิดนูน หรือทางการแพทย์เรียกว่า คีลอยด์

หลักสำคัญในการรักษารอยสิวและแผลเป็นคือการรักษาสิวให้หายก่อน หากยังมีสิวใหม่ขึ้นเรื่อยๆ ก็จะมีรอยใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ควรงดการบีบหรือแกะสิว เนื่องจากจะทำให้เกิดการอักเสบและเกิดรอยดำรวมทั้งแผลเป็นได้ เมื่อสิวหายแล้วจึงเริ่มรักษารอยสิว ซึ่งการรักษารอยสิวแบ่งได้ตามลักษณะของรอยสิว ดังนี้

รอยที่เกิดจากการเปลี่ยนสีของผิว โดยมากจะพบลักษณะเป็นรอยสีแดงหลังจากสิวหาย ในทางการแพทย์ไม่จัดว่าเป็นแผลเป็น แต่เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงของสีผิว เมื่อเวลาผ่านไปสักพักสีแดงก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะค่อยๆ จางไปในที่สุด ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายเดือนจนถึงเป็นปี วิธีการรักษารอยลักษณะนี้ได้แก่ การหลีกเลี่ยงแสงแดด หากสัมผัสแดดมากรอยจะเข้มได้นาน ในทางตรงข้ามหากหลบแดดได้ดี รอยก็จะจางได้เร็ว การใช้ยาทาลดรอยสิว เช่น ยา กลุ่มวิตามินเอ วิตามินซี กรดผลไม้ กรดอะเซลาอิค หรือยาที่มีคุณสมบัติยับยั้งการสร้างเม็ดสีก็จะช่วยให้รอยสิวจางเร็วขึ้นได้

สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลเร็ว อาจใช้แสงและเลเซอร์บางชนิดที่มีคุณสมบัติจับเม็ดสีส่วนเกิน เช่น เพาส์ดายน์เลเซอร์ คิวสวิทช์เอนดีแย็กเลเซอร์ และแสงไอพีแอล ก็จะช่วยให้รอยสิวจางเร็วขึ้นได้เช่นกัน

สำหรับแผลเป็นชนิดหลุม มักจะไม่หายเองตามกาลเวลาเหมือนรอยที่เกิดจากสีผิวที่เปลี่ยน แผลเป็นหลุมมักจะพบได้บ่อยบริเวณแก้ม ขมับ หน้าผาก จมูก ลักษณะภายใต้ผิวของแผลเป็นชนิดนี้คือการมีพังผืดอยู่ภายในผิว รวมทั้งใยคอลลาเจนใต้ผิวบริเวณนั้นมีปริมาณลดลงและคุณภาพไม่ดี ดังนั้นวิธีการรักษาจึงต้องเป็นวิธีที่สามารถกระตุ้นการสร้างใยคอลลาเจนใต้ผิว รวมทั้งสามารถสลายพังผืดที่ดึงรั้งใต้ผิวได้ วิธีที่ทำได้ง่าย ราคาไม่แพง และมีใช้มานานแล้ว ได้แก่ การใช้น้ำยาทางการแพทย์แต้มบริเวณที่เป็นหลุมสิวเพื่อกระตุ้นให้เกิดบาดแผลเล็กๆ ที่ผิวหนัง ทำให้เกิดการสร้างเนื้อใหม่เกิดขึ้น และการกรอผิว ซึ่งเปรียบเหมือนการใช้กระดาษทรายขัดไม้ ผิวก็จะเรียบขึ้นมาได้เล็กน้อย วิธีนี้ไม่ช่วยในเรื่องการกระตุ้นคอลลาเจนได้มากนัก แต่เป็นการปรับระดับของผิวให้ดูเสมอกันมากกว่า

อย่างไรก็ตามวิธีเหล่านี้มีข้อจำกัดในแง่ของผลการรักษา รวมทั้งต้องทำการรักษาเป็นจำนวนครั้งที่มากพอ ในช่วง 10-20 ปีมานี้ เริ่มมีการนำเลเซอร์มาใช้ในการรักษาปัญหาผิวหนังและความงาม โดยเลเซอร์รุ่นแรกๆ ที่ใช้สำหรับการรักษาแผลเป็น ได้แก่ การใช้เลเซอร์เพื่อลอกผิวออก ซึ่งจะทำให้ผิวเรียบเสมอได้ดี แต่เลเซอร์ชนิดนี้มีข้อจำกัดคือ ต้องพักฟื้นภายหลังทำเป็นระยะเวลานานและมีผลข้างเคียงมาก เช่น การเกิดแผลติดเชื้อ การเกิดรอยดำ เป็นต้น

ปัจจุบันมีการใช้เลเซอร์เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวโดยที่ไม่ต้องลอกผิวออกทั้งหมด ซึ่งเลเซอร์ในกลุ่มนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามชนิดของเลเซอร์ แต่หลักการโดยรวมคือหลักการยิงเลเซอร์แบบแบ่งส่วน แทนที่จะเป็นการลอกผิวออกทั้งหมดเหมือนเลเซอร์รุ่นก่อน จะเป็นการกระตุ้นผิวหนังเป็นส่วนๆ เพื่อให้ผิวปกติข้างเคียงสามารถหายและสร้างเซลล์มาแทนที่ได้ เลเซอร์กลุ่มนี้นอกจากจะช่วยให้แผลเป็นชนิดหลุมดีขึ้นแล้ว ยังช่วยเรื่องผิวหยาบ รูขุมขนกว้าง ใบหน้าขาวใส และริ้วรอยชนิดตื้นๆได้ด้วย เลเซอร์กลุ่มนี้มีผลดีหากเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพปัญหา แต่อาจไม่ได้ผลหรือเกิดผลข้างเคียงได้หากตั้งค่าพลังงานไม่เหมาะสม

นอกจากการใช้เลเซอร์แล้ว ยังมีทางเลือกอื่นในการรักษาหลุมสิวอีก เช่น การใช้เครื่องมือทางการแพทย์เพื่อทำลายพังผืดใต้ผิว การใช้สารเติมเต็มเพื่อแก้ไขความบกพร่องของผิว หรือหากไม่ได้ผลอาจพิจารณาวิธีศัลยกรรมผิวหนัง หรือการตัดผิวหนังส่วนที่เป็นแผลเป็นออก และทำการซ่อมแซมผิวข้างเคียงให้มาติดกันแทน

แผลเป็นชนิดนูนหรือคีลอยด์ มักพบภายหลังจากเป็นสิวบริเวณกราม หน้าอก หลัง ต้นแขน บริเวณใต้ผิวหนังจะพบว่ามีพังผืดมากกว่าปกติ ใยคอลลาเจนจะหนาตัวและจับกลุ่มเป็นก้อน แผลเป็นนูนไม่สามารถหายได้เอง จึงต้องอาศัยการรักษา วิธีการรักษาที่ได้ผลดีได้แก่ การฉีดยาเข้าใต้ผิวเป็นทำให้ก้อนพังผืดยุบตัวลง นอกจากนี้อาจใช้แผ่นเจลซิลิโคนแปะบริเวณแผลเป็น การใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากหัวหอม อาจจะพอช่วยได้ นอกจากนี้การใช้เลเซอร์เพื่อเสริมการรักษาทำให้แผลเป็นนิ่มตัวเร็วขึ้นและสีจางลง ก็จะทำให้แผลเป็นชนิดนี้หายเร็วขึ้น วิธีสุดท้ายคือการผ่าตัดเอาแผลเป็นนูนออก แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูง

จะเห็นได้ว่ารอยสิวและแผลเป็นจากสิวมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันไป ทางที่ดีจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพปัญหา รวมทั้งแนวทางการรักษา และค่าใช้จ่าย และผลที่จะได้รับเพื่อเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา เพียงเท่านี้ คุณก็คงจะหายข้องใจและทราบถึงวิธีการรักษาและการป้องกันอย่างถูกวิธีกันแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก อาจารย์นายแพทย์วาสนภ วชิรมน
แผนกผิวหนังและเลเซอร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

About admin

Check Also

13576813_1756110354605191_2265385601167588811_o

“เป็นไปไม่ได้” ตรวจเลือด 1 หยดรู้ไปเสียทุกโรค…

“เป็นไปไม่ได้” ตรวจเลือด 1 หยดรู้ไปเสียทุกโรค… กระแสในโลกออนไลน์ของการตรวจเลือด 1 หยดรู้ทุกโรค หรือตรวจหาสารโลหะหนักในร่างกายด้วยการส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์เรียกได้ว่า มาแรงมากๆ แต่มันสามารถทำแล้วตรวจหาโรคสารพัดได้จริงๆ หรือ? หลายคนต่างพากันสงสัย วันนี้ อ.นพ.ศักดา อาจองค์ …

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Free mockups