Tuesday , November 24 2020
Breaking News
Home / เรื่องน่ารู้ คู่สุขภาพ / โจเกรน โรคร้ายภัยความแห้ง

โจเกรน โรคร้ายภัยความแห้ง

โจเกรน โรคร้ายภัยความแห้ง

เมื่อหลายปีก่อน มีข่าวที่สั่นสะเทือนวงการเทนนิสโลก โดยเฉพาะเทนนิสหญิง เมื่อวีนัส วิลเลียมส์ (Venus Williams) อดีตนักเทนนิสมือ 1 ของโลก เมื่อปี พ.ศ. 2545 เจ้าของแชมป์ แกรนด์ สแลม (grand slam) ถึง 9 รายการ รวมทั้งเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ ปี 2543 ประกาศถอนตัวจากการแข่งขันรายการ U.S. open ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากป่วยเป็นโรคโจเกรน (Sjogren’s disease) ทำให้เธอมีอาการปวดข้อ และอ่อนเพลียมาก จนไม่สามารถฝึกซ้อม หรือลงแข่งขันเทนนิสได้ และสำหรับต้นปีนี้เธอก็ยังไม่แน่ใจว่าจะกลับมาร่วมแข่งขันในรายการแกรนด์สแลมรายการแรกที่ประเทศออสเตรเลีย (Australian open) ได้หรือไม่

โรคโจเกรน (Sjogren’s disease หรือ Sjogren’s syndrome) เป็นอย่างไร

โรคโจเกรน เป็นชื่อที่ตั้งตามชื่อของจักษุแพทย์ชาวสวีเดน หรือถ้าจะเรียกเป็นภาษาไทยน่าจะเรียกว่า “โรคปากแห้ง ตาแห้ง”หลายท่านอาจจะเริ่มสงสัยว่า โรคที่มีอาการปวดข้อ อ่อนเพลียจะไปเกี่ยวอะไรกับ ปากแห้ง ตาแห้ง ที่ภาษาไทยน่าจะใช้ชื่อนี้ เพราะโรคโจเกรนเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง โรคหนึ่งที่ผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติไม่ต่อต้านหรือทำให้เกิดการอักเสบที่อวัยวะต่าง ๆคล้าย ๆ กับโรคเอสแอลอี หรือที่คนไทยรู้จักว่าโรคพุ่มพวง แต่ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติในผู้ป่วยโรคโจเกรนมักจะไปทำให้เกิดการอักเสบที่ต่อมน้ำลาย และต่อมน้ำตาโดยในระยะแรกจะมีเม็ดโลหิตขาวเข้าไปอยู่ในต่อมน้ำลายหรือต่อมน้ำตา จนต่อมเหล่านี้มีขนาดโตขึ้น

การเข้าไปอยู่ของเม็ดโลหิตขาวและภูมิคุ้มกันนี้ทำให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำลายและต่อมน้ำตา ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดตึงบริเวณต่อมเหล่านี้หรือไม่มีก็ได้ ต่อมาการอักเสบที่เกิดขึ้นจะทำลายเนื้อของต่อมน้ำลายและต่อมน้ำตาจนเหลือเป็นพังผืด ต่อมเหล่านี้ก็จะไม่สามารถผลิตน้ำลาย หรือน้ำตาออกมาทำหน้าที่หล่อลื่นและ ให้ความชุ่มชื้นต่อเยื่อบุในช่องปากหรือเยื่อบุรอบตาทำให้ผู้ป่วยมีอาการปากแห้ง และตาแห้งได้ อาการที่ผู้ป่วยจะทราบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นคือ อาการปากคอแห้ง ต้องดื่มน้ำบ่อย ๆ ต้องรับประทานข้าวคำ น้ำคำ หรือถ้าใช้เสียงมาก หรือพูดมากจะมีอาการคอ แห้งเสียงแหบได้ง่าย บางรายปากแห้งถึงขนาดมีรอยปริแตกที่ลิ้นหรือที่มุมปากได้

ส่วนอาการตาแห้งผู้ป่วยจะมีอาการระคายเคืองตาง่าย มีความรู้สึกคล้ายมีฝุ่นในเปลือกตาอยู่เรื่อย ๆ หรือตาแดงอยู่เรื่อย ๆ บางรายถึงกับมีปวดตาด้วย ถ้าไม่ได้รับการตรวจและรักษา อาจถึงกับทำให้ตาบอดได้ นอกจากอาการปากแห้งตาแห้งแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายผู้ป่วยที่มีโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดอื่น คือ มีปวดข้อ ข้ออักเสบ หรือข้อบวมได้ มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เหนื่อยง่าย มีไข้ต่ำ ๆ บางรายมีการอักเสบของอวัยวะอื่น ๆ เช่น เส้นเลือดอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ ไตอักเสบ ผู้ป่วยบางรายมีการอักเสบที่บริเวณท่อไต ทำให้การปรับสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายเสียไป มีการเสียเกลือแร่โพแทสเซียมออกไปเกิน ทำให้มีระดับเกลือแร่โพแทสเซียมในเลือดต่ำลงเป็นพัก ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือไม่มีแรงได้ บางรายถึงขนาดมีแคลเซียมไปเกาะในไตก็ได้

โรคโจเกรนนี้อาจเกิดเป็นโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดเดียว ในผู้ป่วยหรือเกิดขึ้นร่วมกับโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดอื่น เช่น พบร่วมกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือโรคเอสแอลอีก็ได้ โดยที่อาการเด่นคืออาการปากแห้ง ตาแห้ง โดยทั่วไปโรคโจเกรนจะมีลักษณะเหมือนโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดอื่น คือมักเกิดขึ้นในผู้หญิงตั้งแต่วัยกลางคนจนถึงสูงอายุ ในขณะเดียวกัน ผู้หญิงสูงอายุบางครั้งก็มีอาการตาแห้งได้ บางคนตาแห้งจนต้องใช้น้ำตาเทียมหยอดตาบ่อย ๆ ซึ่งก็เป็นอาการปกติตามอายุซึ่งไม่ได้เกิดจากโรคโจเกรน ดังนั้น การจะวินิจฉัยให้ได้แน่นอนว่าเป็นโรคโจเกรนหรือไม่ คงต้องอาศัยการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการดูว่า ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติเฉพาะที่เข้าได้กับโรคโจเกรนหรือไม่ ถ้าผู้ป่วยมีอาการปากแห้ง หรือตาแห้ง ร่วมกับมีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ให้ผลบวก ก็ให้การวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคโจเกรน

ถึงแม้ตามโรงพยาบาลจะมีผู้ป่วยโรคโจเกรนมารับการตรวจอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่มีการสำรวจในประเทศไทยว่าอุบัติการณ์ของโรค โจเกรนมีมากน้อยเพียงใด แต่การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาพบอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 1 ของประชากร ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดโรคโจเกรนขึ้น แต่คาดว่าน่าจะมีปัจจัยอะไรบางอย่างจากสิ่งแวดล้อมที่มีการ กระตุ้นหรือเปลี่ยนแปลงระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติที่มาต่อต้านเนื้อเยื่อของต่อมน้ำลายหรือต่อมน้ำตาของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีการแสดงให้เห็นว่ามีผลทำให้โรคกำเริบมากขึ้น เช่น ความเครียดทางร่างกาย หรือจิตใจ การตรากตรำ การพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น

การรักษาโรคโจเกรนจะคล้ายกับการรักษาโรคแพ้ภูมิตนเองอื่น ๆ คือ พยายามลดการอักเสบที่อวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ต่อมน้ำลาย ต่อมน้ำตา และพยายามปรับหรือกดภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ขณะเดียวกันถ้าผู้ป่วยมีอาการปากแห้งตาแห้งซึ่งเป็นอาการที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับความไม่สะดวกในชีวิตหรือถึงกับได้รับความทุกข์ทรมาน ก็ต้องพยายามบรรเทาด้วยการใช้น้ำลายเทียมหรือน้ำตาเทียมช่วย หรือพยายามกระตุ้นต่อมที่เหลืออยู่ให้ผลิตน้ำลายหรือน้ำตาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นการรักษาจะขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรคโจเกรนของผู้ป่วย ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีอาการแสดงและความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน มีลักษณะโรคที่ไม่เหมือนกัน

การรักษาต้องปรับให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น บางรายใช้เพียงน้ำตาเทียม บางรายต้องใช้ยาปรับภูมิคุ้มกัน เช่น ยาต้านมาลาเรีย บางรายใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาเมโธรเทรกเสต บางรายถึงกับต้องใช้ยาสเตียรอยด์ นอกจากนี้การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยก็มีความสำคัญกับการรักษา การพักการใช้งานข้อและกล้ามเนื้อ การมีการพักผ่อนพอเพียง การใช้ชีวิตที่มีความเครียดน้อยลง การใช้แว่นกันแดดกันลมไม่ให้ระคายเคืองตาที่แห้ง การดื่มน้ำมาก ๆ เหล่านี้จะช่วยให้การรักษาโรคโจเกรนได้ผลดีมากขึ้น เมื่อได้รับการรักษาและมีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ผู้ป่วยโรคโจเกรนส่วนมากสามารถมีกิจกรรมในชีวิตได้ตามปกติ และก็หวังว่าวีน วิลเลียมส์จะสามารถกลับมาลงแข่งขันเทนนิสได้ใหม่

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

About admin

Check Also

13576813_1756110354605191_2265385601167588811_o

“เป็นไปไม่ได้” ตรวจเลือด 1 หยดรู้ไปเสียทุกโรค…

“เป็นไปไม่ได้” ตรวจเลือด 1 หยดรู้ไปเสียทุกโรค… กระแสในโลกออนไลน์ของการตรวจเลือด 1 หยดรู้ทุกโรค หรือตรวจหาสารโลหะหนักในร่างกายด้วยการส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์เรียกได้ว่า มาแรงมากๆ แต่มันสามารถทำแล้วตรวจหาโรคสารพัดได้จริงๆ หรือ? หลายคนต่างพากันสงสัย วันนี้ อ.นพ.ศักดา อาจองค์ …

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Free mockups