Friday , August 14 2020
Breaking News
Home / เรื่องน่ารู้ คู่สุขภาพ / การดูแลปฏิบัติตน ของผู้ป่วยที่เป็นตับแข็ง

การดูแลปฏิบัติตน ของผู้ป่วยที่เป็นตับแข็ง

การดูแลปฏิบัติตน ของผู้ป่วยที่เป็นตับแข็ง

เนื่องจากตับมีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง รวมทั้งการสร้างการทำลาย และเผาผลาญสารต่างๆ ในร่างกายรวมทั้งอาหาร ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยมีตับแข็ง ตับจะสูญเสียหรือมีความบกพร่องในการทำงาน จึงมีความจำเป็นที่ผู้ป่วย และญาติจะต้องช่วยดูแลในการปฏิบัติของผู้ป่วยให้เหมาะสม ดังนี้

อาหาร ผู้ป่วยตับแข็งในระยะที่ตับยังสามารถทำงานได้ดี ควรรับประทานอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่ตามหลักโภชนาการ และควรรับประทานอาหารพวกโปรตีนประมาณวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งจะประมาณ 60 กรัมต่อวัน แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นตับแข็งระยะที่การทำงานของตับไม่ปกติแล้ว ซึ่งจะสังเกตุจากอาการทางคลีนิคคือ ผู้ป่วยอาจมีอาการตาเหลืองตัวเหลือง (ดีซ่าน), มีท้องโตขึ้นจากมีน้ำอยู่ในช่องท้อง (ท้องมาน), ขาบวม, มีอาการผิดปกติทางสมองซึมลง การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีภาวะขาดสารอาหารอยู่แล้วด้วย ดังนั้นอาหารที่ต้องกินแต่ละวันควรมีจำนวนแคลอรี่ต่อวันมากขึ้น และต้องการสารอาหารโปรตีน เป็นวันละ 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม คือประมาณวันละ 80-90 กรัมต่อวัน

แต่ปัญหาที่สำคัญคือผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะกินอาหารโปรตีนมากไม่ได้ เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดอาการทางสมอง (hepatic encephalopathy) จึงแนะนำให้กินมากเท่าที่ทนได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ประมาณ 40 กรัมต่อวัน จึงควรต้องกินอาหารโปรตีนที่ร่างกายสามารถทนได้เพิ่มขึ้น ซึ่งโปรตีนจากพืชจะเกิดอาการทางสมองน้อยกว่าโปรตีนจากสัตว์ จึงแนะให้รับประทานพวกถั่วเหลืองเสริม และในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นตับแข็งมากแล้ว มักจะไม่สามารถรับประทานโปรตีนได้เท่าที่ควรจะได้รับ ในกรณีนี้สามารถให้อาหารเสริมซึ่งเป็นโปรตีนชนิดกิ่ง (branch chain amino acid) เพราะการศึกษาทางการแพทย์พบว่า ผู้ป่วยสามารถกินโปรตีนชนิดกิ่งได้มากเพียงพอจนทำให้ระดับโปรตีนในเลือดดีขึ้น โดยไม่เกิดอาการทางสมองอย่างไรก็ตามโปรตีนชนิดกิ่ง จะมีรสชาติที่ไม่อร่อย ผู้ป่วยบางรายอาจจะรับประทานไม่ได้ จึงมีความจำเป็นที่แพทย์ต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงเหตุผลและความสำคัญ ปกติผู้ป่วยก็ควรช่วยสนับสนุนและกระตุ้นผู้ป่วยให้รับประทาน อีกปัญหาคือ อาหารโปรตีนชนิดกิ่งมีราคาค่อนข้างแพง

ผู้ป่วยตับแข็งจะมีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยและดูดซึมไขมัน จึงไม่ควรรับประทานอาหารที่มีมันมากไป นอกจากนี้ผู้ป่วยตับแข็ง อาจมีน้ำในช่องท้อง จึงควรรับประทานอาหารจืด, พยายามอย่าเติมเกลือ หรือน้ำปลามากไป พยายามฝึกรับประทานอาหารรสจืด ผู้ป่วยตับแข็งมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งตับมากขึ้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจปนเปื้อนสารอะฟาท็อกซิน ซึ่งสร้างจากรา เพราะสารนี้จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับมากยิ่งขึ้น สารอะฟาท็อกซินนี้ทนความร้อนได้สูงถึง 296 องศาเซลเซียส จึงไม่ถูกทำลายไปด้วยการทำอาหารให้สุก อาหารที่อาจปนเปื้อนอะฟาท็อกซินได้แก่ พวกถั่วลิสงตากแห้ง , พริกป่น , ปลาเค็ม เป็นต้น

ผู้ป่วยตับแข็งควรงดรับประทานอาหารทะเลสุกๆดิบๆ เพราะอาจติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงจนช็อค และเสียชีวิตได้

เมื่อทราบว่าควรรับประทานอาหารอย่างไรบ้างแล้ว มาถึงการแบ่งเวลารับประทาน ในผู้ป่วยตับแข็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ตับทำงานไม่ปกติแล้ว ควรรับประทานอาหารวันละ 4-7 มื้อ เพราะผู้ป่วยตับแข็ง งดอาหารช่วงกลางคืน 1 คืน จะเท่ากับคนปกติ งดอาหารไป 3 วัน นอกจากนี้ยังดีกับผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยตับแข็งอาจมีน้ำในช่องท้อง ร่วมกับการเคลื่อนที่ของระบบทางเดินอาหารไม่ดี เวลารับประทานอาหารมากจะมีอาการอืดแน่นท้องได้ เพื่อง่ายในการปฏิบัติขอแนะนำตารางการรับประทานอาหาร ดังนี้

เวลา 7.00 น. อาหารเช้า
เวลา 10.00 น. อาหารว่าง
เวลา 12.00 น. อาหารเที่ยง
เวลา 15.00 น. อาหารว่าง
เวลา 18.00 น. อาหารเย็น
เวลา 21.30 น. อาหารก่อนนอน

– อาหารว่าง : อาจเป็นขนมที่ทำจากถั่วเหลือง หรือนมถั่วเหลือง (น้ำเต้าหู้) ใส่ไข่ต้มโดยกินเฉพาะไข่ขาว หรือเต้าฮวยในผู้ป่วยที่ตับแข็งเป็นมากแล้ว และได้สารอาหารโปรตีนได้เท่าที่ต้องการ อาจเสริม เช่น อาหารโปรตีนชนิดกิ่งให้ในช่วงอาหารว่างสัก 1-2 มื้อ และก่อนเข้านอนอีก 1 แก้ว

– วิตามิน ผู้ป่วยตับแข็งมักจะขาดวิตามินหลายชนิด ดังนั้นจึงควรรับประทานวิตามินเสริมร่วมด้วย อย่างไรก็ตามไม่ควรรับประทานวิตามินที่ละลายในไขมันเอง เช่นวิตามิน เอ, อี เพราะวิตามินที่ละลายในไขมัน ถ้ารับประทานมากเกินไปจะมีการสะสมที่ตับ และอาจมีผลเสียต่อตับเอง นอกจากนี้ถ้าผู้ป่วยไม่ได้ขาดธาตุเหล็กก็ไม่ควรรับประทานเหล็กเสริมเข้าไป เพราะเหล็กจะทำให้มีการสร้างผังผืดในตับมากขึ้น

– แอลกอฮอล์ ผู้ป่วยที่มีตับแข็งแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น พวกสุราทุกชนิด เพราะอาจทำให้โรคตับแย่ลง นอกจากนี้การดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการแตกของเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญสาเหตุหนึ่งในผู้ป่วยโรคตับแข็ง

– การออกกำลังกาย ในผู้ป่วยตับแข็งที่ตับยังสามารถทำงานได้ดีสามารถออกกำลังกายได้ตามปกติเพียงแต่ไม่หักโหมเกินไป และควรมีการพักผ่อนให้เพียงพอ ในกรณีที่ตับทำงานไม่ปกติแล้วก็ควรออกกำลังกายเบาๆ เช่น วิ่งเหยาะๆ หรือเดินเร็ว ถ้ารู้สึกเพลียก็พัก ที่สำคัญควรต้องระวังการเกิดอุบัติเหตุ เพราะผู้ป่วยตับแข็งอาจมีเกล็ดเลือดต่ำและมีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เลือดออกง่าย หยุดยาก

– ยาและสารเคมี ผู้ป่วยตับแข็งควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาที่ไม่จำเป็นรวมทั้งยาสมุนไพร เพราะยาหลายชนิดถูกทำลายที่ตับ และยาหลายชนิดเองก็อาจทำให้เกิดตับอักเสบ ดังนั้นจึงควรใช้ยา เมื่อมีข้อบ่งชี้ และภายใต้การดูแลของแพทย์

– ยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตตามอล (paracetamol) ยังเป็นยาที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยตับแข็งจะเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบ มากกว่าคนปกติ จึงควรรับประทานยาแก้ปวดพาราเซตตามอลไม่เกิน 5 เม็ด ต่อวัน หรือแนะนำให้รับประทาน ขนาด 500 มิลลิกรัมครั้งละ 1 เม็ด และรับประทานซ้ำได้ 1 เม็ดทุก 6 ชั่วโมงถ้าจำเป็นในส่วนของยารักษาโรคตับที่แพทย์จัดให้ควรรับประทานอย่างสม่ำเสมอ ยาบางชนิดเช่น ยาป้องกันเส้นเลือดโปร่งพองแตก ถ้ารับประทานไม่สม่ำเสมออาจมีผลเสียมากกว่า

– วัคซีน ผู้ป่วยตับแข็ง ควรมีการตรวจเลือดดูว่าเคยมีการติดเชื้อไวรัสบี ,ไวรัสเอ หรือยัง ถ้ายังควรรับการฉีดวัคซีนป้องกัน เพราะถ้าติดเชื้อตับอักเสบฉับพลันจากไวรัสเอ และไวรัสบีในผู้ป่วยตับแข็ง จะมีโอกาสเกิดตับวาย และเสียชีวิตได้สูง

– เฝ้าระวัง ผู้ป่วยตับแข็ง ควรติดตามการดูแลรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามแพทย์นัด และควรมีการเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับ โดยการเจาะเลือดตรวจดูค่า AFP ซึ่งเป็น marker ของมะเร็งตับชนิดหนึ่งกับการตรวจอัลตร้าซาวด์ดูตับทุกประมาณ 6 เดือน ในกรณีที่ผู้ป่วยตับแข็งต้องได้รับการตรวจหรือทำหัตถการต่างๆ เช่น ถอนฟัน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะมีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติที่ต้องการการเตรียมผู้ป่วยเป็นพิเศษ

ขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิโรคตับ

About admin

Check Also

13576813_1756110354605191_2265385601167588811_o

“เป็นไปไม่ได้” ตรวจเลือด 1 หยดรู้ไปเสียทุกโรค…

“เป็นไปไม่ได้” ตรวจเลือด 1 หยดรู้ไปเสียทุกโรค… กระแสในโลกออนไลน์ของการตรวจเลือด 1 หยดรู้ทุกโรค หรือตรวจหาสารโลหะหนักในร่างกายด้วยการส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์เรียกได้ว่า มาแรงมากๆ แต่มันสามารถทำแล้วตรวจหาโรคสารพัดได้จริงๆ หรือ? หลายคนต่างพากันสงสัย วันนี้ อ.นพ.ศักดา อาจองค์ …

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Free mockups