คันแบบนี้ เรียกเชื้อราหรือเปล่านะ

อาการคันตามผิวหนัง สร้างความรำคาญใจให้กับผู้ที่ประสบปัญหาเป็นอย่างมาก สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการคันก็คือ การติดเชื้อจากเชื้อรา จำเป็นต้องได้รับการรักษา ซึ่งก่อนได้รับการรักษา จะต้องหาสาเหตุที่แน่ชัดก่อนที่จะได้รับการรักษา เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและตรงกับโรค

อาการคันเกิดจากอะไร

สาเหตุของอาการคัน อาจเกิดได้จากหลายๆสาเหตุ เช่น การแพ้สารเคมี ได้แก่ ผงซักฟอก ครีมทาผิว  การแพ้ยา หรือการติดเชื้อรา ได้แก่ กลาก เกลื้อน สิว (ชนิดที่เกิดจากเชื้อรา) โรคติดเชื้อแคนดิดา ฯลฯ โดยอาจมีผดผื่นขึ้นในลักษณะต่าง ๆ ตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการคัน

การติดเชื้อราในรูปแบบต่าง ๆ

การติดเชื้อจากเชื้อราอาจพบได้หลายรูปแบบ แต่อาการที่มักพบได้บ่อย คือ กลาก เกลื้อน และการติดเชื้อแคนดิดา

  • กลาก มีลักษณะเป็นวงขาว ๆ ขอบเขตชัดเจน มีอาการคัน พบได้ตามผิวหนังบริเวณหลัง ใบหน้า และลำตัว มักพบในนักกีฬา ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง และผู้ที่ไม่ค่อยอาบน้ำ
  • เกลื้อน มีลักษณะคล้ายกับกลาก เป็นวงเรียบ ๆ สีขาว หรือสีน้ำตาล หรือสีดำ มักไม่มีอาการคัน นอกจากเหงื่อออกมาก อาจคันเล็กน้อย
  • การติดเชื้อแคนดิดา มักพบบริเวณที่อับชื้น เช่น ข้อพับ ขาหนีบ รักแร้ ลักษณะเป็นผื่นแฉะ สีแดง มีอาการคัน สามารถลามได้ ทั้งยังสามารถพบได้ในช่องปากเหมือนฝ้าขาวบริเวณลิ้น โดยจะพบในผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

อาการคันที่เกิดจากการแพ้

สังเกตได้จากการสัมผัสสิ่งที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนแล้วมีอาการคัน เช่น ครีมบำรุงผิวสูตรใหม่หรือแบรนด์ใหม่ที่ไม่เคยใช้ เป็นต้น หรือการสัมผัสผงซักฟอกครั้งแรก รวมถึงการสัมผัสที่นานเกินไปแม้เคยสัมผัสมาก่อนหน้านี้

อาการคันรักษาได้อย่างไร

อาการคันสามารถรักษาได้ด้วยยา ซึ่งมีหลายชนิดทั้งชนิดกินและชนิดทา และมีตัวยารักษาเกี่ยวกับเชื้อโรคต่าง ๆ มากมายที่ทำให้เกิดอาการคัน โดยก่อนที่จะรักษาด้วยยาควรรู้ก่อนว่าอาการคันนั้นเกิดจากสาเหตุใดหรือเกิดจากเชื้อชนิดไหน

การรักษาอาการคันจากเชื้อรา

อาการคันที่พบบ่อยเกิดจากเชื้อราชนิดต่าง ๆ สามารถรักษาได้ด้วยยาฆ่าเชื้อราหลายชนิด เช่น โคไตรมาโซล(clotrimazole) ฟลูโคนาโซล (fluconazole) ไอทราโคนาโซล (itraconazole) โดยหนึ่งในชนิดยาที่รักษาเชื้อรา คือ “คีโตโคนาโซล” (Ketoconazole)

รู้จักกับยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole)

เป็นยาที่สามารถฆ่าเชื้อราได้ทั้งชนิดที่ติดเชื้อบริเวณผิวหนัง (กลาก, เกลื้อน ฯลฯ) ติดเชื้อในกระแสเลือด หรือติดเชื้อในช่องคลอด เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถรักษาได้ทั้งคนทั่วไป ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งติดเชื้อราได้ง่าย หรือผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด และใช้ป้องกันในการติดเชื้อราในผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เป็นต้น

กลไกการออกฤทธิ์ของยาคีโตโคนาโซล คือการยับยั้งเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ทำให้เชื้อราไม่สามารถสร้างสารสำคัญซึ่งเป็นองค์ประกอบของเชื้อราได้ ส่งผลให้เยื่อหุ้มเซลล์ของเชื้อราทำงานผิดปกติไป ตัวเชื้อราจึงค่อย ๆ ตายลงในที่สุด โดยในปัจจุบันยาคีโตโคนาโซลที่พบในท้องตลาดมีประมาณ 3 รูปแบบ ได้แก่ แบบเม็ด (ชนิดกิน), แบบครีมทาผิว และแบบแชมพู

ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) รักษาสิวได้หรือไม่

สิวมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน โดยยาคีโตโคนาโซลเป็นยาที่ใช้ในการรักษาเชื้อรา ดังนั้นการจะรักษาสิวด้วยยาคีโตโคนาโซล ต้องเป็นสิวที่เกิดจากเชื้อรา จึงจะทำให้การรักษานั้นเกิดประสิทธิภาพ และต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยชนิดของสิวดังกล่าว

คำแนะนำและวิธีการใช้ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole)

  • การกินยาคีโตโคนาโซลต้องกินต่อเนื่องจนหมดตามแพทย์สั่ง ถึงแม้จะไม่มีอาการคันแล้วก็ตาม เนื่องจากเชื้อราอาจยังตายไม่หมด
  • การกินยาคีโตโคนาโซลเพื่อรักษาเชื้อรา ขนาดยาโดยส่วนใหญ่ คือ กินขนาด 200 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง ติดต่อกันนาน 2-3 สัปดาห์ หลังอาหารทันทีหรือพร้อมอาหาร เนื่องจากตัวยาจะทำงานได้ดีในสภาวะเป็นกรด ในผู้ป่วยที่มีการกินยาลดกรดต้องเว้นเวลา 2 ชั่วโมง แล้วค่อยกินยาคีโตโคนาโซล
  • การทาครีมที่มีตัวยาคีโตโคนาโซล ทาบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันนาน 2-3 สัปดาห์ หรือทาจนกว่าจะหาย อาจทาต่อไปอีก 1-2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
  • การใช้แชมพูที่มีตัวยาคีโตโคนาโซล สระสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ติดต่อกันนาน 2-4 สัปดาห์
  • การใช้ยากินและยาทาร่วมกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาแต่ไม่ได้ช่วยลดระยะเวลาในการรักษา
  • หากมีการติดเชื้อในแผลที่ลึก ยากินรักษาได้ดีกว่ายาทา ส่วนการติดเชื้อบริเวณผิวหนังที่ไม่ลึก การใช้ยาทาค่อนข้างเหมาะสมกับการรักษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ในการรักษา

ข้อควรระวังในการใช้ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole)

  • ยามีพิษต่อตับ ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ
  • ควรระมัดระวังการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์
  • ห้ามใช้ในหญิงให้นมบุตร
  • ระมัดระวังการใช้ยาร่วมกับยาชนิดอื่น

ผลข้างเคียงจากยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole)

  • ภาวะตับอักเสบ สังเกตได้จากอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้ม ควรรีบแจ้งแพทย์เมื่อมีอาการหลังใช้ยา
  • อาการข้างเคียงอื่น ๆ จากยาชนิดกิน ได้แก่ รู้สึกไม่สบายในท้องเล็กน้อย ง่วงนอน นอนไม่หลับ มึนงง วิงเวียน แต่เป็นอาการที่พบได้ไม่บ่อย ผลข้างเคียงนี้ไม่อันตราย
  • อาการข้างเคียงอื่น ๆ จากยาชนิดทา ได้แก่ ระคายเคืองบริเวณที่ทา อาจมีอาการคันเล็กน้อย แต่เป็นอาการที่พบได้ไม่บ่อย ผลข้างเคียงนี้ไม่อันตราย

ข้อมูลจาก รายการ Rama Square ช่วงสาระปันยา โรคผิวหนังจากเชื้อรา รักษาอย่างไร ให้หายขาด วันที่ 22 มีนาคม 2561
ภญ.ธุรักษร ธุระ เภสัชกรหน่วยบริการเภสัชกรรม งานเภสัชกรรม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล