ออฟฟิศซินโดรม โรคน่ากลัวของคนวัยทำงาน
หน้าแรก
ออฟฟิศซินโดรม โรคน่ากลัวของคนวัยทำงาน
ออฟฟิศซินโดรม โรคน่ากลัวของคนวัยทำงาน

โรคที่น่ากลัวของคนวัยทำงาน ยิ่งกับคนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทำงานท่าใดท่าหนึ่งซ้ำ ๆ อยู่เป็นระยะเวลานาน จนเกิดอาการปวดเมื่อย ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดคอ ปวดเอว หรือปวดนิ้วมือ ซึ่งสัญญาณเหล่านี้ต้องเฝ้าระวังและสังเกตให้ดีเพราะอาจเสี่ยงเป็นโรค ออฟฟิศซินโดรม ได้

ออฟฟิศซินโดรม คืออะไร ?

ออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) คือ อาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (myofascial pain syndrome) มาจากการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่าง ๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทำให้มีอาการเมื่อยหรือชาได้ โดยเฉพาะบริเวณคอ หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ

ออฟฟิศซินโดรม-5 เรื่องต้องรู้

ออฟฟิศซินโดรมโรคยอดฮิตคนทำงานออฟฟิศ

ออฟฟิศซินโดรม โรคน่ากลัวของคนวัยทำงาน

กลุ่มที่เสี่ยงเป็นออฟฟิศซินโดรม

  1. คนทำงานในออฟฟิศ คนกลุ่มนี้แม้ว่าจะไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายมากมาย จนเหมือนว่าจะไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อ แต่การนั่ง ยืน หรือค้างอยู่ในท่า ๆ หนึ่งนานเกินไป เช่น การก้มหน้าใช้งานมือถือ นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ก็ส่งผลให้กล้ามเนื้อมัดที่ใช้ในอิริยาบถนั้น ๆ เกิดอาการตึงและปวด
  2. ผู้ใช้แรงงานเป็นประจำหรือนักกีฬา เกิดจากการเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะสม เช่น การยกของผิดท่า การกระชากกล้ามเนื้อเร็วเกินไป การออกแรงมากเกินไป หรือต้องแบกของที่มีน้ำหนักมากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อหรือกระดูกได้รับบาดเจ็บเฉียบพลันหรือเรื้อรัง

ออฟฟิศซินโดรม โรคน่ากลัวของคนวัยทำงาน

พฤติกรรมเสี่ยงเป็นออฟฟิศซินโดรม

  1. ทำกิจกรรมหรือทำงานลักษณะเดิม ๆ ต่อเนื่อง อย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน เช่น

    • พนักงานออฟฟิศ ที่นั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ไม่ค่อยลุกไปไหน
    • พนักงานขาย ที่ต้องยืนขายตลอดทั้งวัน (โดยเฉพาะพนักงานที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูง)
    • พนักงานขับรถ ที่ต้องนั่งขับรถอยู่เป็นเวลานาน ๆ
  2. ผู้ที่มีอาการปวดจากการทำงานไป 2-3 ชั่วโมง หรือบางคนตื่นเช้ามาไม่ปวด แต่ตอนเย็นจะเริ่มมีอาการปวด เมื่อย หรือชา
  3. ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ออฟฟิศแออัด อากาศไม่ถ่ายเท หรือโต๊ะเก้าอี้ไม่เหมาะกับสรีระ
  4. มีอาการปวดเรื้อรังพอรักษาหรือยืดกล้ามเนื้อแล้วอาการก็ดีขึ้น แต่สักพักก็กลับมาเป็นอีก มักมีอาการบริเวณกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ ต้นคอ สะบัก และส่วนหลัง
  5. อาการปวดร้าวไปยังส่วนต่าง ๆ เช่น ปวดร้าวขึ้นศีรษะ ปวดร้าวไปที่ไหล่หรือแขน ปวดร้าวลงขา
  6. ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  7. ทำงานที่ต้องใช้แรงเป็นประจำ เช่น งานแบกหาม งานลาก ยก หรือเข็นวัสดุสิ่งของ

ออฟฟิศซินโดรม โรคน่ากลัวของคนวัยทำงาน

อาการแบบไหนที่เสี่ยงเป็น ออฟฟิศซินโดรม

  • ปวดกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น คอ บ่า ไหล่ สะบัก เมื่อนั่งทำงานท่าใดท่าหนึ่งซ้ำ ๆ นาน ๆ
  • ปวดหลังเรื้อรัง เกิดจากการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมง หรือนั่งทำงานผิดท่า นั่งหลังค่อม อาจทำให้กล้ามเนื้อต้นคอ เมื่อย เกร็งอยู่ตลอด รวมถึงงานที่ต้องยืนนาน ๆ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ใส่ส้นสูง
  • ปวดตึงที่ขาหรือเหน็บชา อาการชาเกิดจากการนั่งนาน ๆ ทำให้เส้นเลือดดำถูกกดทับและส่งผลให้เลือดไหลเวียนผิดปกติ
  • ปวดตา ตาพร่า เนื่องจากการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือใช้สายตาอย่างหนักเป็นเวลานาน
  • มือชา นิ้วล็อก ปวดข้อมือ เพราะการใช้คอมพิวเตอร์จับเมาส์ในท่าเดิม ๆ นาน ทำให้กล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาทและเส้นเอ็นจนอักเสบ เกิดพังผืดทำให้ปวดปลายประสาท นิ้ว หรือข้อมือล็อก

อาการแบบไหน เสี่ยงออฟฟิศซินโดรม

ปรับสไตล์ การทำงานป้องกันออฟฟิศซินโดรม

  1. ปรับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

    • กำหนดเวลาพักเป็นระยะ ทุก 2-3 ชั่วโมงหรือเร็วกว่านั้น
    • ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว หรือ บริหารผ่อนคลายกล้ามเนื้อ 
    • ปรับเปลี่ยนท่าทาง ไม่ค้างอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป 
    • เลือกใช้โต๊ะและเก้าอี้ที่เหมาะสมกับสรีระ 
    • ปรับระดับของการนั่งที่ถูกต้องและปรับท่านั่งให้ถูกต้อง คือ นั่งหลังตรง จอคอมพิวเตอร์จะต้องอยู่ในระดับสายตา ไม่ก้มหรือเงย และหัวไหล่ไม่ยกขณะทำงาน
    • กรณีถ้าเกิดปวดมาก การรักษาขั้นต่อไปคือ การใช้ยาแก้ปวดเพื่อให้อาการปวดลดลงทำให้สบายมากขึ้น
  2. การออกกำลังกายเป็นประจำ
    • ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ช่วยให้การหมุนเวียนเลือดมีประสิทธิภาพ กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงขึ้น ป้องกันเอ็นและข้อยึด เกิดความยืดหยุ่น
    • ออกกำลังกายแบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น การหมุน การก้ม-เงย และเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนแกนกลางลำตัว เช่น การออกกำลังกายแบบพิลาทิส จะทำให้ลดโอกาสบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากท่านั่งของเรา
    • ออกกำลังกายแบบยืดเหยียด ประโยชน์ในการยืดและบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ทำให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้เป็นปกติ ลดอาการตึง และเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ

รักษาอาการออฟฟิศซินโดรมด้วยกายภาพบำบัด

​การรักษาออฟฟิศซินโดรมด้วยการกายภาพบำบัดเป็นการรักษาที่ต้นเหตุช่วยปรับโครงสร้างร่างกายในส่วนที่มีปัญหา ให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องตามหลักกายวิภาคศาสตร์ตามความเหมาะสมกับปัญหาและอาการของแต่ละคน

การรักษาโรคออฟฟิศซินโดรมมีหลายวิธี เช่น การทำประคบร้อน การทำอัลตราซาวนด์ การทำช็อกเวฟ หรือการดึงคอดึงหลัง ก็จะทำให้อาการปวดหรือออฟฟิศซินโดรมลดลง

อย่างไรก็ตาม อาการออฟฟิศซินโดรมควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการ ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร มีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ หรือไม่ เพื่อรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับอาการของแต่ละบุคคล

ท่าบริหารลดออฟฟิศซินโดรม

  1. ท่าเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ลำคอส่วนหน้า

    • เงยศีรษะ 
    • เอียงคอไปข้างที่จะยืด 45 องศา ยืดตัวตรง 
    • ใช้มือฝั่งตรงข้ามจับศีรษะทางด้านหลังกดลงจนรู้สึกตึง ค้างไว้ 15 วินาที 

    *ทำติดต่อกัน 5 ครั้ง ทีละข้าง

  2. ท่าเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะบัก

    • ถือดัมเบลล์ไว้ระดับหน้าอก 
    • ออกแรงบีบสะบักเข้าหากันทั้ง 2 ข้างช้า ๆ 

    *ทำ 2-3 วันต่อสัปดาห์ และต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 2 เดือน

  3. ท่าออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อทรงท่าของคอ เพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อคอมัดลึก ด้วยการดึงคอกลับให้ตรงกับลำตัว
    • มองหน้าตรงไม่ก้มไม่เงย ค้างไว้อย่างน้อย 5 วินาที

    *สามารถทำได้ตลอดเวลา

  4. ท่าเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหน้าอก
    • วางมือและแขนแนบกำแพงให้ขนานกับพื้น 
    • ก้าวมาข้างหน้าเล็กน้อยแล้วบิดตัวออก 
    • หันหน้าออกนอกกำแพงจนรู้สึกตึงบริเวณกล้ามเนื้อหน้าอก ค้างไว้ 15 วินาทีติดต่อกัน 5 ครั้ง แล้วเปลี่ยนข้าง
  5. ท่าเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อต่อ กระดูกสันหลังช่วงอก
    • ประสานมือไว้ที่ท้ายทอย 
    • แอ่นอกไปทางด้านหน้าจำนวน 10 ครั้ง ทำ 3 เซต

การออกกำลังกายด้วยท่าบริหารต้องทำอย่างต่อเนื่อง จึงจะสามารถรักษาออฟฟิศซินโดรมได้

6 ท่าออกกำลังกาย สำหรับชาวออฟฟิศ ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม

ท่ายืดออกกำลังกาย ป้องกันออฟฟิศซินโดรม

ออฟฟิศซินโดรม เป็นอาการที่ไม่ได้เสี่ยงถึงชีวิต แต่สร้างความรำคาญ และสามารถลุกลามไปยังกล้ามเนื้อหรือกระดูกส่วนอื่น ๆ ได้ ยิ่งเป็นแล้วปล่อยไว้ จะยิ่งทรมานส่งผลกระทบต่อการทำงาน การใช้ชีวิต รวมถึงสภาพจิตใจได้

 

ข้อมูลจาก

ผศ. ดร. นพ.ไพฑูรย์ เบ็ญจพรเลิศ 

ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู 

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

มหาวิทยาลัยมหิดล

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทอนซิลอักเสบ เจ็บคอ
ทอนซิลอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือการติดเชื้อแบคทีเรีย โรคคออักเสบที่มีอาการ เจ็บคอ ร่วมกับไข้สูง หนาวสั่น กลืนอาหารหรือน้ำลายได้ลำบาก
บทความสุขภาพ
15-02-2024

3

เลือดกำเดาไหล เลือดกำเดา
เลือดกำเดาไหล เป็นภาวะเลือดออกทางโพรงจมูก ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงแต่หากมี เลือดกำเดา ไหลออกมามากกว่าปกติอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงได้
บทความสุขภาพ
01-02-2024

7

สูงวัยจอประสาทตาเสื่อม
จอประสาทตาเสื่อมในสูงวัย มีวิธีการรักษาและป้องกันอย่างไร ให้ห่างไกลจากการลดการมองเห็น มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคดวงตาในผู้สูงอายุ
บทความสุขภาพ
18-01-2024

17

วุ้นตาเสื่อม ภาวะเสื่อมของสายตาที่ส่งผลเสียต่อการมองเห็น มีวิธีสังเกตอาการและป้องกันไม่ให้เกิดได้อย่างไร มาทำความเข้าใจเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่จะตามมา
บทความสุขภาพ
05-12-2023

20