มิติสุขภาพของ sex creators
สุขภาพทางกาย
Sex creator บางรายต้องเจอกับปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STI) เนื่องจากอาจไม่สามารถใช้ถุงยางอนามัยขณะถ่ายงานได้ รวมถึงอาจมีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ตลอดจนไม่สามารถเล่าประวัติที่แท้จริงให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทราบได้ เพราะกังวลว่าอาจพบเจอกับการถูกตีตรา นอกจากนี้ยังพบว่ามีการใช้ "doxy PEP" กันมากขึ้นเพื่อป้องกัน STI อื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก HIV
สุขภาพใจ
Sex creator ต้องเผชิญกับการถูก bully ในโลก online ซึ่งกระทบต่อความรู้สึกมั่นใจในตนเอง (self-esteem) นอกจากนี้ยังอาจเกิดความกังวลขึ้นได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกเปิดเผย และอาจต้องเจอกับปัญหาการคุกคามในหลายรูปแบบ
ผลกระทบต่อ sex creators
Sex creators ได้รับข้อเสียจาก 2 ประเด็น คือทั้งการเป็น sex workers และ gig workers กล่าวคือ เป็นงานที่ไม่มีความมั่นคง รายได้ไม่แน่นอน บางรายอาจมีงานประจำทำอยู่เดิมแล้วแต่ยังต้องมาเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานเสริมประเภทนี้อีก ซ้ำยังต้องเจอกับการโดนตีตราตัดสินที่หลีกเลี่ยงได้ยากในสังคม
หนังสือ "The anxious generation" กล่าวถึงโลก social ที่มีผลกระทบต่อคนในยุคปัจจุบัน 3 อย่าง คือ
1. ความวิตกกังวล (Anxiety)
2. การขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social deprivation)
3. การอดนอน (Sleep deprivation)
ซึ่ง sex creators ได้รับผลกระทบทั้งสามอย่างนี้ไปแบบเต็ม ๆ นอกจากนี้ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับการถูกตีตราทั้งในโลกออนไลน์และโลกความเป็นจริง มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งกล่าวไว้ว่า การถูกตีตราทำให้ sex workers ได้รับการวินิจฉัย STI มากเกินกว่าความเป็นจริง แต่กลับได้รับการรักษาที่แย่กว่าเมื่อเทียบกับบุคคลโดยทั่วไปที่ไม่ได้ประกอบอาชีพ sex creator นอกจากนี้การศึกษายังพบว่า sex creator เป็นอาชีพที่เกิด burnout ได้เยอะ
หากรัฐบาลสามารถทำให้ sex workers ถูกกฎหมาย สถานการณ์นี้จะดีขึ้นไหม
คำตอบคือ ทั้ง ใช่ และ ไม่ใช่ เนื่องจากความยากลำบากของประเทศไทย คือ การที่ "รัฐไทย" รวมร่างอยู่กับ "ศาสนา" อย่างแน่นแฟ้น การกระทำให้ถูกต้องตามศีลธรรมอันดีงาม ยังเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ค่อยออกกับกฎหมาย นอกจากนี้การมองด้วยหลักสิทธิมนุษยชนก็ดูเหมือนจะยังไม่ใช่แนวคิดหลักของประเทศ
อีกปัญหาที่พบ คือ sex workers ข้ามชาติหรือกลุ่ม LGBTQ+ โดนทำร้าย ถูกข่มขืน บังคับใช้สารเสพติดโดยไม่ยินยอม แต่เมื่อไปแจ้งตำรวจ บางคนอาจถูกตีตราหรือรีดไถเงินซ้ำสอง
หากอิงจากกระแสสังคม LGBTQ + ก็มีกฎหมายรองรับ และได้รับการยอมรับแล้วไม่ใช่เหรอ? จริงหรือที่พวกเขาได้รับสิทธิ์ที่เท่าเทียมกับคนอื่น ๆ หรือกฎหมายเป็นเพียง sugar-coated ให้ดูสวย ๆ ว่าเรายอมรับความหลากหลายแล้ว นี่ก็เป็นประเด็นที่ยังคงต้องถกเถียงและตั้งคำถามเพื่อให้เกิดการเรียนรู้กันต่อไป
อีกประการหนึ่ง คือ กฎหมายของประเทศไทยแบ่งแยกคนเก่งมาก และยังไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจน ถึงจะมีกฎหมายจริงก็ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคล ซึ่งนำไปสู่ความยากที่จะเกิดข้อตกลงร่วมกันของสังคม
ดังนั้นแล้วกฎหมายอาจจะไม่ใช่คำตอบเดียวของการสร้างความเท่าเทียม จริง ๆ แค่ "decriminalized" ยังไม่ต้องไปถึง "legalized" ก็พอจะยอมรับได้ ขอแค่มองให้ sex workers เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ทำอาชีพอาชีพหนึ่งก็เพียงพอแล้ว
ในฐานะแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เราจะจัดบริการสำหรับคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร
1. การจัดตั้งคลินิกนิรนาม anonymous ก็อาจจะทำให้ผู้รับบริการสะดวกใจมากขึ้น
2. คู่มือ guidebook ในการดูแล sex workers เพราะเป็นกลุ่มผู้รับบริการที่อาจจะไม่ได้เจอบ่อย การมีคู่มือก็อาจจะทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีความมั่นใจในการดูแลเพิ่มมากขึ้น
3. คู่มือในการดูแลตนเองเบื้องต้นสำหรับผู้รับบริการกลุ่มนี้
4. รณรงค์เพื่อลดการถูกตีตราของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีต่อ sex workers ด้วยการสร้าง awareness
5. ดูแลสิทธิ์การรักษาให้กลุ่ม sex workers ข้ามชาติ
6. การแพทย์ทางไกล (Telemed/Teleconsult) เพิ่มความสะดวกในการจัดสรรเวลาในการขอคำปรึกษา
7. การดูแลโดยใช้ทักษะพื้นฐานของหมอแฟมเมด เหมือนกับการดูแลเคสทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการถาม illness (IFFE) การฟังอย่างเข้าใจ (Empathic listening) และการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง (Follow-up)
8. ให้การดูแลในด้านตัวโรคที่มีความเกี่ยวข้อง ทั้งการป้องกันและคัดกรอง STI อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ถ้าเจอโรคก็รักษา สำหรับผู้หญิงแนะนำการคุมกำเนิด เป็นต้น
----------
การประชุมวิชาการเวชศาสตร์ครอบครัวรามาธิบดี ครั้งที่ 7
"Crisis to Catalyst: Be Bold, Be Brave, Be Amazing"
หัวข้อบรรยาย "Breaking Taboos: Sex Creators, Health, Rights, and Equity"
วิทยากร
แพทย์หญิงชุตินาถ ชินอุดมพร
คุณศิริพงษ์ ศรีเชื้อ
อาจารย์ นายแพทย์อิทธิพล วงษ์พรหม
เรียงเรียงโดย
อ.พญ.อรอนงค์ ชนะจรัญวิทย์
#RecapFMRAMA2025



