การดูแลผู้ดูแล (caregiver care)
ในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากเราจะดูแลผู้ป่วยเป็นสำคัญแล้ว ผู้ดูแลย่อมเป็นอีกบุคคลสำคัญที่เราต้องดูแลเสมอ รวมถึงผู้ดูแลจ้าง (paid caregiver) ด้วย การใช้แบบประเมินต่าง ๆ เพื่อประเมิน caregiver burden มีความสำคัญในการช่วยให้เห็นข้อเปรียบเทียบก่อน - หลัง แต่ข้อมูลเชิงคุณภาพก็สำคัญเช่นกัน คะแนนการประเมินควรถูกสนับสนุนด้วยการซักถามเพิ่มเติมลงลึกไปยังประเด็นปัญหาและไม่ลืมที่จะจดบันทึกข้อมูลที่สำคัญเพื่อสื่อสารให้ทีมและวิเคราะห์ความก้าวหน้าของการดูแล
Mnemonic caregiver
Care: ผู้ดูแลต้องดูแลอะไรบ้างให้กับผู้ป่วย
Affection: อารมณ์ของผู้ดูแลเป็นอย่างไรบ้าง
Rest: ได้พักผ่อนหรือมีเวลาพักบ้างไหม
Empathy: แสดงความเห็นอกเห็นใจ
Goal: วางเป้าหมายการรักษาร่วมกัน
Information: ให้ข้อมูลเรื่องภาวะเจ็บป่วยที่ผู้ดูแลต้องการทราบ
Ventilate: รับฟังผู้ดูแล
Empowerment: ชื่นชมให้กำลังใจสิ่งที่ผู้ดูแลทำได้ดี
Resources: หาผู้ช่วยเหลือด้านต่างๆ ที่จำเป็น
เทคนิคการดูแลแบบ Humanitude
Humanitude เป็นเทคนิคการดูแลแบบหนึ่งที่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน โดยสิ่งสำคัญของการดูแลแบบ Humanitude คือ การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วยโดยไม่ช่วงชิงเอาความสามารถของผู้ป่วยไป ผ่านหลักการสื่อสารเชิงพฤติกรรม 4 ประการ ซึ่งมี 5 ขั้นตอนในการดูแล ดังนี้
หลักการ 4 ประการ
1. การสัมผัส
มือที่สัมผัสสามารถสื่อสารข้อความไปยังอีกฝ่ายได้ พยายามหลีกเลี่ยงการจับหรือกุมที่แขนหรือข้อมือ พยายามสัมผัสโดยให้มีพื้นที่สัมผัสกว้างและมั่นคง เช่น ประคองแขนขึ้นมาจากด้านล่าง ให้พื้นที่สัมผัสมีบริเวณกว้างที่สุดเท่าที่ทำได้ จะช่วยลดแรงกดไปยังบริเวณที่สัมผัสได้
2. การสบตา
เข้าไปอยู่ในลานสายตาของผู้ป่วยก่อนแล้วค่อยพูด
"มองจากด้านหน้า มองในระยะใกล้ มองในแนวราบ มองเป็นระยะเวลานาน"
- มองจากด้านหน้า : เราจริงใจกับเขา
- มองในระยะใกล้ : เรามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกัน
- มองในแนวราบ : เราอยู่ในสถานะที่เท่าเทียมกัน
- มองเป็นระยะเวลานาน : เรารู้สึกดีกับเขา
3. การจัดท่าทางในแนวตั้ง
"ยืนให้ได้วันละ 20 นาที จะไม่กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง" มีเป้าหมาย คือ ยืนให้ได้วันละ 20 นาที โดยไม่จำเป็นต้องทำภายในครั้งเดียว อาจแบ่งย่อย ๆ เช่น ยืนแปรงฟัน 3 นาที เดินไปห้องน้ำ 2 นาที
4. การพูด
ให้ใช้เสียงโทนต่ำ พูดด้วยความใจเย็นและอ่อนโยน ใช้ถ้อยคำเชิงบวกและไม่หยุดพูดกลางคัน เพราะ "การนิ่งเงียบ" อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเหมือนถูกปฏิเสธการมีตัวตน ดังนั้นแม้ผู้ป่วยสมองเสื่อมจะไม่ค่อยพูดแล้ว แต่ผู้ดูแลก็ควรพูดคุยให้มากขึ้นในขณะดูแลผู้ป่วย โดยช่วงแรกอาจลองพูดมากกว่าปกติ 3 เท่า และสังเกตปฏิกิริยาตอบรับบางอย่างจากผู้ป่วย เช่น ลืมตา สูดหายใจ
การดูแล 5 ขั้นตอน
1. เตรียมตัวก่อนพบกันเพื่อบอกให้รู้ถึงการมาเยือน
เคาะประตู 3 ครั้ง แล้วรอ 3 วินาที หากไม่มีการตอบรับค่อยเคาะซ้ำอีกครั้ง สำหรับผู้ป่วยสมองเสื่อมอาจใช้เวลาในการประมวลผลนานกว่าคนปกติ การรอจึงเป็นเทคนิคที่ผู้ดูแลต้องให้ความสำคัญ
2. เตรียมตัวก่อนดูแล
เข้าหาผู้ป่วยจากด้านหน้าหรือระดับสายตาที่ผู้ป่วยจะสามารถสังเกตเห็นได้ ให้กล่าวทักทายบอกความรู้สึกเพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดี เช่น ดีใจที่ได้พบกันก่อน แล้วค่อยพูดถึงเรื่องการดูแล
3. เชื่อมโยงการรับรู้ ลงมือดูแล
ต้องคอยสังเกตว่า การสบตา การพูด และการสัมผัส สอดคล้องกับข้อความที่เราสื่อสารออกไปหรือไม่ พยายามไม่ทำให้ข้อมูลที่ได้รับผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ขัดแย้งกัน
4. ตราตรึงความรู้สึก นึกถึงช่วงเวลาดี ๆ ที่มีร่วมกัน
เนื่องจากผู้ป่วยจะจดจำความจำที่เกี่ยวกับความรู้สึกไว้ได้นานกว่าความจำประเภทอื่น จึงแนะนำให้กล่าวถึงการดูแลที่เพิ่งทำจบไปในด้านที่ดีหรือให้ความรู้สึกที่ดี เช่น เมื่ออาบน้ำให้ผู้ป่วยเสร็จแล้ว อาจกล่าวว่า "อาบน้ำแล้วรู้สึกสดชื่นสบายตัวดีนะคะ"
5. สัญญาว่าจะพบกันอีกเพื่อเชื่อมโยงไปสู่การดูแลครั้งต่อไป
ผู้ดูแลอาจบอกว่า "พรุ่งนี้จะมาอีกนะคะ" "ครั้งต่อไปจะมาตอนสี่โมงนะคะ" นอกจากนี้การเขียนวันเวลาที่จะปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ไว้ในปฏิทินหรือสมุด แล้ววางไว้ในที่ที่ผู้ป่วยสามารถเห็นได้ง่าย ก็เป็นเทคนิคที่จะทำให้การดูแลครั้งถัดไปง่ายขึ้น
----------
การประชุมวิชาการเวชศาสตร์ครอบครัวรามาธิบดี ครั้งที่ 7
"Crisis to Catalyst: Be Bold, Be Brave, Be Amazing"
หัวข้อบรรยาย "Caring for The Caregivers: Strengthening Support for Those Who Give"
วิทยากร
คุณพวงเพชร สุพาวาณิชย์
คุณศรีจันทร์ กัณหาสาลี (นักสุขศึกษา)
อาจารย์แพทย์หญิงจิศพรรณ จงเจริญคุณวุฒิ
เรียงเรียงโดย
อ.พญ.อรอนงค์ ชนะจรัญวิทย์
#RecapFMRAMA2025



